ในอดีตกาล การรัฐประหารในไทยเกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วหากการรัฐประหารครั้งนั้นๆขัดผลประโยชน์ของฝ่ายประเทศตะวันตก
พวกเขาก็จะต่อต้านด้วยเครื่องมือต่างๆที่พวกเขามีอยู่ และจะไม่ให้การรับรองคณะรัฐประหาร
จนรัฐบาลของคณะรัฐประหารอาจต้องยกธงขาวยอมพ่ายแพ้ยอมสยบต่อพลังการต่อต้านของพวกเขา
แต่หากการรัฐประหารในไทยนั้นๆไม่ขัดผลประโยชน์ของฝ่ายประเทศตะวันตก พวกเขาก็จะไม่ร่วมมือกันทำการต่อต้าน
แต่จะให้การยอมรับ และอาจจะถึงขั้นสนับสนุนส่งเสริมคณะรัฐประหารนั้นด้วยซ้ำไป
ดังที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตเมื่อครั้งรัฐประหารเพื่อการกลับคืนสู่อำนาจของจอมพล ป.
พิบูลสงคราม ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ดังจะได้นำเสนอดังต่อไปนี้:
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1947 ได้เกิดรัฐประหารขึ้นในไทย เพื่อล้มล้างรัฐบาลเสรีไทยภายใต้การนำของพลเรือตรี
หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ในทางเปิดเผยนั้นการรัฐประหารครั้งนี้กระทำโดยคณะทหารภายใต้การนำของโทกาจ
กาจสงสงคราม และพลโทผิน ชุณหวัณ
แต่ในเชิงลึกเป็นที่ทราบกันดีว่าการรัฐประหารครั้งนี้เป็นฝีมือของจอมพล ป.
พิบูลสงคราม ผู้สูญเสียอำนาจเนื่องจากนำประเทศไทยเข้าไปเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นในระหว่างสงคราม
เมื่อเกิดรัฐประหารขึ้นในครั้งนี้แล้ว ทางสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร
ฝรั่งเศส และจีน ซึ่งเป็นฝ่ายพันธมิตรที่ชนะสงครามโลกครั้งที่สองมาด้วยกัน ต่างตระหนักดีว่าจอมพล
ป. ฯ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารในครั้งนี้ คือผู้ที่นำประเทศไทยเข้าร่วมรบกับประเทศญี่ปุ่น
และถึงกับประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร
ดังนั้นชาติมหาอำนาจฝ่ายพันธมิตรทั้ง 4
ชาตินี้จึงได้ตั้งป้อมต่อต้านการรัฐประหารครั้งนี้อย่างแข็งขัน
ในความพยายามต่อต้านจอมพล ป. ฯ กลับคืนสู่อำนาจนั้น ทางฝ่ายประเทศสหราชอาณาจักร
โดยสำนักบริการสารสนเทศอังกฤษ(The British Information Service)
ของสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ในเชิงป้องปรามว่า “จะต้องไม่ลืมว่าจอมพล
ป. พิบูลสงครามคือผู้ประกาศสงครามกับสหราชอาณาจักร”
ทางฝ่ายประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ได้กระโดดเข้ามาจับมือกับประเทศสหราชอาณาจักรในการไม่ให้รับรองรัฐบาลของนายควง
อภัยวงศ์ ที่ตั้งขึ้นมาโดยคณะรัฐประหาร
เมื่อคณะทหารที่ทำการรัฐประการได้ขอให้สหรัฐอเมริกาให้การรับรองทางการทูตแก่รัฐบาลของนายควงฯ
นายเอ็ดวิน เอฟ.สแตนตัน (Edwin F. Stanton) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้ปฏิเสธโดยใช้คำพูดว่า
รัฐบาลใหม่ของนายควงฯมิได้เข้าสู่อำนาจโดยวิถีทางรัฐธรรมนูญ
คณะรัฐประหารของไทยได้ทราบจากเจ้าหน้าที่อินโดจีนฝรั่งเศสที่ปกครองอินโดจีน(ลาว
กัมพูชา เวียดนาม)อยู่ในขณะนั้นด้วยว่า ประเทศฝรั่งเศสยังไม่ลืมบันทึกประวัติในสมัยสงครามของจอมพล
ป.พิบูลสงคราม ที่ได้นำประเทศไทยทำสงครามกับฝรั่งเศสที่เรียกว่า
สงครามไทย-ฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ. 1940
นอกจากนั้นแล้วทางฝรั่งเศสก็ยังไม่ค่อยจะชอบใจท่าทีของนายควงฯเกี่ยวกับดินแดนที่ฝรั่งเศสยกให้ไทยในอินโดจีน(คือลาวและกัมพูชา)
ทั้งนี้เพราะฝรั่งเศสได้ทราบระแคะระคายว่ารัฐบาลของนายควงฯจะไม่ให้การรับรองคำตัดสินของคณะกรรมาธิการปรองดอง
ไทย-ฝรั่งเศสเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1947
และอาจจะตัดสินใจให้การสนับสนุนแก่กลุ่มชาตินิยมอินโดจีนที่ต่อต้านฝรั่งเศสทั้งจากเวียดนาม
ลาว และกัมพูชาโดยผ่านทางองค์การที่ตั้งขึ้นมาใหม่เมื่อวันที่ 8 กันยายน ค.ศ.1947 คือ
สันนิบาตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(South-East Asia League)
ในตอนนั้นจึงมีข่าวลือว่าเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสในอินจีนได้เตรียมการทำสงครามกับประเทศไทย
หรือไม่เช่นนั้นก็จะแทรกแซงกิจการภายในของไทยโดยให้ความช่วยเหลือแก่นายปรีดี
พยมยงค์ และคณะเสรีไทย ให้ได้กลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้งหนึ่งส่วนในทางการทูตนั้น
เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ. 1947 มองซิเออร์ โลคอส (M.Locoste)ผู้แทนของฝรั่งเศสประจำคณะกรรมาธิการปรองดอง
ไทย-ฝรั่งเศส ได้ส่งหนังสือถึงนายวิลเลียม ฟิลลิปส์ (William Phillips)ประธานคณะกรรมการปรองดองฯโดยแจ้งว่า
ทางฝรั่งเศสยอมรับคำแนะนำของคณะกรรมาธิการฯและเรียกร้องให้ประเทศไทยปฏิบัติเช่นเดียวกันด้วย
ทางด้านประเทศจีน(ขณะนั้นเป็นของรัฐบาลจีนคณะชาติ)
ก็ได้มีท่าทีเช่นเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และประเทศฝรั่งเศส
คือไม่ต้องการจะให้การรับรองแก่รัฐบาลของนายควงฯที่มีจอมพล ป.ฯ อยู่หลังฉาก ทั้งนี้เพราะเกรงว่าเมื่อจอมพล
ป.ฯกลับคืนสู่อำนาจอีกก็จะนำมาตรการต่อต้านชาวจีนในไทยที่เคยใช้ในช่วงก่อนเกิดสงครามกลับมาใช้ใหม่อีก
ทางคณะรัฐประหารไทยมีความเห็นว่า การได้รับการรับรองโดยทันทีทันใดจากมหาอำนาจฝ่ายพันธมิตรทั้ง
4 ชาติมีความสำคัญทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง เพราะเหนือสิ่งอื่นใดนั้น ในประการแรก การได้รับการรับรองจากมหาอำนาจทั้ง
4 จะสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐบาลของนายควงฯและจะเป็นการปิดโอกาสที่นายปรีดีฯ จะกลับคืนสู่อำนาจด้วยความช่วยเหลือของมหาอำนาจทั้ง
4 ชาตินี้ด้วย
ยิ่งไปกว่านั้นอีก ประการที่ 2 ได้เกิดความหวาดหวั่นขึ้นในหมู่ของคณะทหารที่ทำการรัฐประหารว่า
ชาวอเมริกันและชาวอังกฤษซึ่งเคยชอบพอและคุ้นเคยกับนายปรีดี ฯ จะช่วยให้นายปรีดีฯและคณะเสรีไทยกลับคืนสู่อำนาจ
และในข่าวเชิงลึกก็ได้ทราบว่า นายปรีดีฯได้หนีเข้าไปหลบภัยอยู่ในกองทัพเรือไทย และเขาพร้อมกับสมาชิกคนอื่นๆของเสรีไทยได้หลบหนีออกจากประเทศไทยไปยังสิงคโปร์ด้วยความช่วยเหลือของเอกอัครราชทูตอังกฤษและเอกอัครราชทูตอเมริกัน
นอกจากนั้นแล้ว เมื่อคืนวันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ. 1947 นายปรีดี ฯ ได้ออกอากาศทางสถานีวิทยุสิงคโปร์
เรียกร้องมายังประเทศไทย โดยให้สมาชิกคณะเสรีไทยงดเว้นจากการใช้ความรุนแรง
และให้พวกที่ยึดอำนาจละเว้นจากการกล่าวหาคณะเสรีไทย และงดเว้นจากการใช้มาตรการอื่นๆซึ่งจะเป็นการยั่วยุให้พวกเขามิให้เคารพในคำสั่งของนายปรีดีฯ
คณะเสรีไทยในขณะนั้นเป็นพวกกองกำลังกึ่งทหารที่ติดอาวุธ และเป็นกลุ่มทางการเมืองที่มีความจงรักภักดีต่อนายปรีดีฯ
เป็นอย่างยิ่ง และพวกเสรีไทยเหล่านี้ยังได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเรือไทยอีกด้วย
มีความหวาดกลัวในคณะนายทหารที่ทำการรัฐประหารว่า สหรัฐอเมริกาจะแทรกแซงกิจการภายในของไทย
ทั้งนี้เพราะในข่าวกรองทางทหารทราบว่า ในช่วงหลังสงครามเสร็จสิ้นใหม่ๆนั้น
นายอเล็กซานเดอร์ แม็คโดนัลด์ (Alexander MacDonald)นายจิม
ธอมป์สัน (Jim Thompson)และเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับโอเอสเอส(O.S.S.=Office of Strategic Services)ของสหรัฐอเมริกาที่ยังประจำอยู่ในประเทศไทย
มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับบรรดาผู้นำของเสรีไทย ซึ่งพวกเขาได้ทำงานร่วมกันมาอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ในสมัยสงคราม
และนับตั้งแต่เกิดการรัฐประการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับโอเอสเอสได้แสดงออกว่าให้การสนับสนุนแก่บรรดาผู้นำเสรีไทยอย่างเต็มที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก่นายปรีดี
ฯ เพราะคนเหล่านี้ทนไม่ได้ที่พวกเสรีไทยซึ่งเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาถูกขับไล่ออกจากอำนาจโดยปราศจากความยุติธรรม
ความรักเพื่อนผู้ร่วมอุดมการณ์ที่มีต่อสมาชิกเสรีไทยนี้
มิได้มีเฉพาะพวกหน่วยสืบราชการลับโอเอสเอสเท่านั้น
แต่ความรู้สึกนี้ยังมีอยู่กับนาย เอ็ดวิน สแตนตัน
เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยอีกด้วย โดยนายเอ็ดวินฯได้มีความรู้สึกต่อต้านจอมพล
ป. ฯ อย่างเข้มข้น
เอกอัครราชทูตสหรัฐฯผู้นี้นอกจากจะช่วยนายปรีดีฯออกจากประเทศไทยไปพำนักอยู่ในสิงคโปร์แล้ว
ก็ยังได้ปรึกษาหารือกับนายอรรถกิตติ์ พนมยงค์
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและเป็นน้องชายของนายปรีดีฯด้วย เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น
เมื่อได้ปรึกษาหารือในแผนการนี้แล้ว เมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 1947 นายอรรถกิตติ์ ฯ ได้รับวีซ่าให้เดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อพบกับพลตรี
อเล็กซานเดอร์ โดโนแวน อดีตหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับโอเอสเอส
และได้ขอให้นายพลโดโนแวนช่วยเจรจากับกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯแทนนายปรีดีฯ
และหากรัฐบาลอังกฤษและรัฐบาลสหรัฐฯให้ความช่วยเหลือทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์
นายอรรถกิตติ์ฯบอกนายพลโดโนแวนว่า
นายปรีดีฯก็จะจัดตั้งรัฐบาลขึ้นที่ทางภาคเหนือของประเทศไทย
แต่แนวโน้มที่จะเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในประเทศไทยก็มีอันพับไปเมื่อกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว
ทางคณะรัฐประหารของไทยต่างตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่นายเอ็ดวิน สแตนตัน
เอกอัครราชทูตสหรัฐฯไม่ยอมประนีประนอมกับคณะรัฐประหารที่มีจอมพล ป.ฯ อยู่เบื้องหลังฉาก
โดยได้สังเกตจากพฤติการณ์ต่างๆดังนี้
1.นักการทูตอเมริกันผู้นี้ได้กล่าวว่า
สหรัฐอเมริกาจะรับรองรัฐบาลเฉพาะกาลของนายควงฯ ก็ต่อเมื่อมีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์
ค.ศ. 1948 แล้วเท่านั้น
2.นักการทูตอเมริกันผู้นี้มีความตั้งใจที่จะขัดขวางการกลับคืนสู่อำนาจของจอมพล
ป. ฯ โดยในปลายเดือนมกราคม ค.ศ. 1948
เขามีท่าทีขัดขวางการเดินทางของคณะทูตที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Siamese
Goodwill Mission ซึ่งคณะทูตชุดนี้ทางคณะรัฐประหารได้ส่งไปยังสหราชอาณาจักร
สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา วัตถุประสงค์หลักของทูตคณะนี้ก็เพื่ออัญเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งประทับอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เสด็จนิวัติพระนคร
นอกจากนั้นคณะรัฐประหารก็ยังได้วางแผนให้ร้อยเอกอนันต์ พิบูลสงคราม
บุตรชายของจอมพล ป.ฯ ได้พำนักอยู่ในสหราชอาณาจักรต่อไป และให้พันตรี ชาติชาย
ชุณหวัณ บุตรชายของพลโทผิน ชุณหวัณ ได้เดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อศึกษาหลักสูตรทางทหารที่นั่น
นายเอ็ดวิน สแตนตัน ได้แนะนำไปทางกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯว่า ไม่ควรให้วีซ่าแก่คนทั้งสองเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา
โดยเขาให้ความเห็นว่า การให้วีซ่าทางการทูตจะถูกฉวยโอกาสตีความว่าเป็นขั้นตอนหนึ่งที่จะนำไปสู่การรับรองคณะรัฐประหาร
เมื่อนโยบายที่จะชักนำให้ 4 มหาอำนาจฝ่ายพันธมิตรให้มารับรองรัฐบาลของนายควงฯ
ไม่มีทีท่าว่าจะประสบความสำเร็จ จอมพล ป.ฯ ก็ได้หันไปใช้เกมที่ตนเคยใช้มาในระหว่างความขัดแย้งฝรั่งเศส-ไทยในระหว่างปี
ค.ศ. 1940-1941 กล่าวคือเกมนำมหาอำนาจหนึ่งมาชนกับอีกมหาอำนาจหนึ่ง
แต่เกมใหม่นี้จอมพล ป.ฯ ต้องการนำไพ่โซเวียตมาเล่นเหมือนอย่างที่เคยเล่นในปี
ค.ศ. 1940
กล่าวคือ เมื่อย้อนรอยกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 1940 ฝ่ายไทยต้องการใช้สหภาพโซเวียต(นอกเหนือจากสหราชอาณาจักร)
มาคานอำนาจของประเทศญี่ปุ่น โดยจอมพล ป.ฯ ได้มีคำสั่งให้พันเอก ประยูร
ภมรมนตรีเดินทางไปเจรจาเพื่อเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหภาพโซเวียต ซึ่งในขณะที่พันเอกประยูรอยู่ในประเทศเยอรมนีนั้น
ก็ได้รับคำสั่งจากจอมพล ป.ฯให้รีบเดินทางไปที่กรุงมอสโกเพื่อเจรจาสนธิสัญญากับสหภาพโซเวียต
ผลของการเจราปรากฏว่า
ได้มีการประกาศรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตและทางการค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศสหภาพโซเวียตเมื่อวันที่
12 มีนาคม ค.ศ. 1941 เพียง 1 วันภายหลังจากมีการลงนามในข้อตกลงทางพรมแดนอินโดจีนฝรั่งเศส
ณ กรุงโตเกียว
แต่ในปี ค.ศ. 1948 จอมพล ป. ฯ เล่นไพ่สหภาพโซเวียตในบริบทใหม่ที่แตกต่างออกไปจากเดิม
กล่าวคือ ในช่วงปี ค.ศ. 1948
เป็นช่วงที่กำลังจะก่อตัวของสงครามเย็นระหว่างค่ายของสหภาพโซเวียตกับค่ายของสหรัฐอเมริกา
สหภาพโซเวียตได้เพิ่มให้ความสนใจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยทั่วไปและให้ความสนใจในประเทศไทยเป็นการเฉพาะ
ในต้นปี ค.ศ. 1947
เจ้าหน้าที่รัสเซียทั้งในพรรคคอมมิวนิสต์และในวงการทหารได้แสดงการสนับสนุนขบวนการปลดปล่อยชาติที่ทำการต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมของฝ่ายตะวันตกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1948 การประชุมเยาวชนและนักศึกษาคอมมิวนิสต์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อการต่อสู้เพื่ออิสรภาพและเอกราช
ได้จัดขึ้นที่เมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย ซึ่งมหาอำนาจฝ่ายตะวันตกมีความเชื่อว่าเป็นการประชุมที่ได้รับคำสั่งให้กระทำการโจมตีทางอาวุธในพม่า
มลายา และอินโดนีเซียเพื่อยึดอำนาจ
อีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา หลังจากการประชุมที่เมืองกัลกัตตาดังกล่าวแล้ว
คณะอัครราชทูตรัสเซียก็ได้เดินทางมาถึงกรุงเทพฯและได้เปิดสถานอัครราชทูตชั่วคราวที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ในกรุงเทพฯ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยได้รับเชิญให้ส่งเจ้าหน้าที่ไทยไปยังสหภาพโซเวียตเพื่อทำการฝึกทางทหาร
จึงเป็นที่เข้าใจในหมู่ชาติมหาอำนาจตะวันตกว่า คำเชิญดังกล่าวของสหภาพโซเวียตมีแรงจูงใจมาจากความต้องการที่จะปรับความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพโซเวียตกับประเทศไทยและเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน
เกี่ยวกับการให้การรับรองรัฐบาลของนายควงฯ นั้น นายเซอร์จ เนียมชินา (M.Serge Niemchina)ผู้ที่ได้รับการกำหนดตัวให้เป็นอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย
กล่าวว่า สหภาพโซเวียตไม่เคยถอนการรับรองรัฐบาลไทยและก็ไม่มีปัญหาของการรับรองด้วย
สัญญาณของมิตรไมตรีของสหภาพโซเวียตที่แสดงออกมาทางสื่อมวลชนของไทยในครั้งนี้
เป็นเกมที่ทางคณะรัฐประหารภายใต้การกำกับของจอมพล ป. ฯ ต้องการใช้เพื่อแสดงให้ทางฝ่ายสหรัฐอเมริกา
สหราชอาณาจักร จีนคณะชาติ และฝรั่งเศสได้เห็นว่า ทางประเทศไทยก็ยังมีสหภาพโซเวียตที่ต้องการเป็นมิตรกับประเทศไทยอยู่เหมือนกัน
เกมการนำมหาอำนาจหนึ่งมาคานอีกมหาอำนาจหนึ่งที่คนไทยทุกยุคทุกสมัยรวมทั้งจอมพล
ป. ฯ มีความชำนิชำนาญก็ได้บรรลุวัตถุประสงค์ มหาอำนาจฝ่ายพันธมิตรทั้ง 4
ชาติเกิดความกลัวว่าสหภาพโซเวียตจะให้การรับรองรัฐบาลของนายควง ฯ ที่มีจอมพล ป.ฯอยู่เบื้องหลังฉากและก็จะได้ใจจากจอมพล
ป. ฯ ไปครองในยามหน้าสิ่วหน้าขวานในช่วงก่อตัวของสงครามเย็น สหรัฐอเมริกา
และสหราชอาณาจักรจึงเกิดความรู้สึกว่าไม่มีทางเลือกอย่างอื่นเสียแล้วและได้ให้การรับรองรัฐบาลของนายควงฯ
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 1948 ส่วนจีนและฝรั่งเศสก็ถูกมัดมือชกให้ต้องยอมปฏิบัติตามสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรด้วยความจำใจ
รัฐบาลของนายควงฯ ขึ้นสู่อำนาจเข้าบริหารประเทศโดยมีการความหวังสำคัญ
คือ จัดการเกี่ยวกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น
จัดการเกี่ยวกับปัญหาของชาวจีนในประเทศไทย และทำการปราบปรามพวกคอมมิวนิสต์
แต่การณ์ปรากฏว่ารัฐบาลของนายควงฯไม่สามารถกระทำสำเร็จได้แม้แต่สักอย่าง และจากความล้มเหลวนี้เองพวกทหารได้ใช้เป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารเมื่อวันที่
6 เมษายน ค.ศ. 1948
แต่เบื้องลึกของเหตุผลของการรัฐประหารครั้งนี้ ก็คือ นายควงฯไม่ยอมตกอยู่ในอาณัติของทหารบก
และต้องการจะจำกัดอำนาจของคณะนายทหารโดยการตัดงบประมาณของกองทัพ
ให้ทหารขึ้นตรงต่อสภากลาโหม และป้องกันมิให้ทหารมีบทบาทสำคัญในทางการเมือง
ด้วยเหตุผลเบื้องลึกดังกล่าวข้างต้น คณะนายทหารอันประกอบด้วยพลโทผิน
ชุณหวัณ และพลโท กาจ กาจสงคราม โดยการสนับสนุนของ จอมพล ป. ฯ ซึ่งเคยทำรัฐประหารมาแล้วเมื่อเดือนพฤศจิกายน
ค.ศ. 1947 ก็ได้ไปบังคับให้นายควงฯลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี
นายควงฯพยายามขอความสนับสนุนจากกองทัพเรือและกองทัพอากาศเพื่อมาคานอำนาจกับกองทัพบก
แต่ไม่ประสบความสำเร็จจึงจำใจต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ต่อมาเมื่อวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 1948 คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็ได้มีคำสั่งให้จอมพล
ป. ฯ จัดตั้งรัฐบาล ด้วยเหตุนี้จอมพล ป. ฯจึงได้กลับคืนสู่อำนาจได้อีกครั้งหนึ่งทั้งนี้โดยได้รับการสนับสนุนจากคณะนายทหารบก
เมื่อได้ขึ้นสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่งแล้ว จอมพล ป.ฯ ประสบกับความยากลำบากในการได้รับการรับรองจากประเทศมหาอำนาจตะวันตกมากยิ่งกว่ารัฐบาลของนายควงฯ
อีกหลายเท่านัก จอมพล ป.ฯ ถูกต่อต้านจากมหาอำนาจหน้าเดิม คือ รัฐบาลสหรัฐอเมริกา
รัฐบาลสหราชอาณาจักร รัฐบาลจีนคณะชาติ
ทั้ง 3 ชาติมหาอำนาจล้วนเมินเฉยที่จะให้การรับรองรัฐบาลเผด็จการอำนาจนิยมของจอมพล
ป.ฯ
ทางเจ้าหน้าของสหรัฐฯ กล่าวว่า
ปัญหาและการขอความช่วยเหลือใดๆของไทยจะได้รับการพิจารณาอย่างเห็นอกเห็นใจมากขึ้นในกรุงวอชิงตันหากมีคนอื่นที่มิใช่จอมพล
ป.ฯเป็นประมุขของรัฐบาล
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวันที่ 23 เมษายน ค.ศ. 1948
กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯได้ออกแถลงการณ์ว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะเฝ้ามองอย่างระมัดระวังว่าพันธกรณีระหว่างประเทศและอื่นๆของประเทศไทยได้รับการดำเนินการสานต่อและพลเมืองและผลประโยชน์ของอเมริกันในประเทศไทยได้รับการปฏิบัติอย่างไรบ้าง
นอกจากนั้นแล้ว กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯก็ยังเตือนรัฐบาลใหม่ของไทยด้วยถ้อยคำที่แข็งกร้าวว่า
สหรัฐอเมริกาได้ควบคุมสต็อกทองคำของประเทศไทยที่ถูกกักไว้ในประเทศญี่ปุ่นที่ถูกอเมริกันเข้ายึดครองอยู่
และได้เตือนว่า หากประเทศไทยทำตัวเป็นเด็กดีก็จะได้รับทองคำนั้นคืน
ในการที่จะให้ได้มิตรไมตรีจากสหรัฐอเมริกานั้น จอมพล ป. ฯ ได้ใช้วิธีนำสหราชอาณาจักรมาคานกับสหรัฐอเมริกา
ทั้งนี้เพราะจอมพล ป.ฯ ทราบดีว่าสหราชอาณาจักรต้องการมิตรไมตรีอย่างเป็นทางการจากประเทศไทย
เพราะประเทศไทยในสมัยนั้นเป็นแหล่งรองรับสินค้าที่ดีที่สุดสำหรับสินค้าส่งออกจากประเทศสหราชอาณาจักร
และจอมพล ป.ฯ ก็ยังรู้ดีอีกว่า สหราชอาณาจักรมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในมลายาอีกด้วย
ดังนั้นในทันทีที่แย่งอำนาจจากนายควงฯมาได้แล้ว จอมพล ป.ฯ ก็จึงได้เสนอแผนการร่วมมือกับอังกฤษในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ของมลายา
เมื่อจอมพลป.ฯ และคณะนายทหารชั้นนายพลทั้งหลายเข้ามายึดอำนาจและได้ประกาศนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์แล้ว
ทางเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย นายจีออฟเฟรย์ ธอมป์สัน (Geoffrey
Thompson)ก็ได้มีทัศนะแบบมองโลกในความเป็นจริง
และทัศนะนี้ได้ส่งผ่านไปทางกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษว่าดังนี้
”พวกเราได้รับของขวัญเป็นม้ามาตัวหนึ่ง ซึ่งพวกเราไม่จำเป็นต้องมองไปที่ปากของมันอย่างใกล้ชิดนัก
เพราะว่าโดยการมีรัฐบาลที่มั่นคงและมีเสถียรภาพทางการเมืองที่นี่(ประเทศไทย)เท่านั้น
พวกเราก็จะสามารถคาดหวังให้ประเทศนี้ทำการต่อต้านการระบาดของคอมมิวนิสต์
และในการกระทำดังกล่าวก็จะร่วมมือกับพวกเราในการต่อต้านการปฏิบัติการก่อการร้ายตามพรมแดนมลายา”
ก็จึงเป็นอันว่า จอมพล ป.ฯ สามารถสร้างความแตกต่างขั้นพื้นฐานในท่าทีของรัฐบาลสหราชอาณาจักรกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
สมาชิกบางคนของรัฐสภาอังกฤษถึงกับเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษได้เร่งรีบตัดสินใจในการให้การรับรองรัฐบาลของจอมพล
ป.ฯ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
แต่อย่างไรก็ดี
ทางกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษจะต้องปรึกษาหารือกับทางกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯเสียก่อนก่อนที่จะตัดสินใจให้การรับรอง
อันเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับท่าทีของฝ่ายสหรัฐอเมริกาที่ได้ยึดแนวทางให้รอไปก่อน
ทางฝ่ายจีนคณะชาติก็เป็นแบบเดียวกับสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร
คือไม่อยากให้การรับรองแก่รัฐบาลของจอมพล ป. ฯ โดยทางโฆษกของสถานเออัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยแถลงว่า
ทางสถานทูตจีนยังไม่ได้รับการร้องขอจากประชาคมชาวจีนในไทยให้รับรองรัฐบาลจอมพล ป.ฯ
ซึ่งเมื่อตอนที่นายควง ฯ จัดตั้งรัฐบาลนั้น
หนังสือพิมพ์จีนและบรรดาผู้นำของประชาคมชาวจีนต่างได้เรียกร้องอย่างเปิดเผยให้รัฐบาลจีนให้การรับรองแก่รัฐบาลของนายควงฯ
เมื่อจอมพล ป.ฯ พบกับการต่อต้านจากจีนเช่นนี้ ก็ไม่อยากจะเล่นไพ่จีนเพราะกลัวว่าจีนจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของไทย
เนื่องจากมีชาวจีนโพ้นทะเลอยู่ในประเทศไทยอยู่เป็นจำนวนมาก
ในขณะที่จอมพล ป.ฯ ยังไม่ได้รับการรับรองรัฐบาลของเขาจากมหาอำนาจคือ
สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และจีนคณะชาติอยู่นั้น ในทางการเมืองภายใน จอมพล ป.ฯ
ก็ยังประสบกับภัยคุกคามจากพวกสมาชิกเสรีไทย กองทัพเรือไทย
และนายทหารบางส่วนของกองทัพบกไทย
ได้เกิดข่าวลือว่า พวกต่อต้านจอมพล ป.ฯเหล่านี้ได้ก่อตั้งกลุ่มต่อต้านการรัฐประหาร
หรือกลุ่มรัฐประหารซ้อน
ในความพยามทางการทูตเพื่อให้ได้การรับรองอย่างทันทีทันใดจากมหาอำนาจนั้น หากจอมพล ป.ฯ
ต้องการจะนำไพ่โซเวียตมาเล่นอีกก็คงกระทำไม่ได้ ทั้งนี้เพราะเขาได้ประกาศนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์เป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว
ดังนั้นจึงมีแต่ประเทศฝรั่งเศสเท่านั้นที่จะเป็นไพ่ที่จอมพล ป.ฯจะสามารถนำมาเล่นได้
จอมพล ป.ฯ จึงได้ใช้ฝรั่งเศสเป็นสะพานเชื่อมโยงเพื่อสร้างสัมพันธไมตรีกับรัฐบาลอังกฤษและรัฐบาลสหรัฐฯ
ทั้งนี้จะเป็นไปตามแนวทางนี้ได้
ทางฝ่ายไทยต้องใช้วิธีสร้างความปรองดองกับฝรั่งเศสเพื่อบีบให้สหราชอาณาจักและสหรัฐอเมริกาต้องเลิกท่าทีที่จะไม่รับรองนั้น
และในประการที่ 2 เพื่อป้องกันไม่ให้ปรีดีฯ คืนสู่อำนาจด้วยความช่วยเหลือของอังกฤษและสหรัฐฯ
จอมพล ป.ฯ มีเครื่องมือทางการเมืองที่สามารถนำมาใช้กับฝรั่งเศสเพราะจอมพล
ป.ฯ รู้ดีว่าฝรั่งเศสต้องการความร่วมมือและความปรองดองจากประเทศไทย เนื่องจากว่ารัฐบาลของพลเรือตรี
หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้ปฏิเสธข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการปรองดอง ไทย-ฝรั่งเศสเกี่ยวกับดินแดนในอินโดจีน
ปัญหาอุปสรรคที่ขัดขวางการปรองดองระหว่างฝรั่งเศส-ไทยอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ
การคงอยู่ในดินแดนไทยของพวกชาตินิยมอินโดจีนทั้งจากเวียดนาม กัมพูชา และลาว
ที่กำลังทำการต่อสู้เพื่อเอกราชกันอยู่
ความช่วยเหลือของไทยในการปราบปราบคนเหล่านี้จึงเป็นเป้าหมายสำคัญของฝรั่งเศส
จอมพล ป.ฯ ได้ดำเนินตามแนวทางประนีประนอมกับฝรั่งเศส โดยได้เจรจาลับโดยผ่านทาง
อัครราชทูตฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย (M.Pierre Eugene Gilbert) เหตุการณ์การเจรจากันครั้งนี้มีขึ้นก่อนที่จอมพล
ป.ฯจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำไป
จอมพล ป.ฯ ได้ให้คำมั่นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรแก่ทางฝ่ายอัครราชทูตฝรั่งเศสว่า
ประเทศไทยไม่มีแผนต่อไปเกี่ยวกับดินแดนที่ขัดแย้งกันกับฝรั่งเศสนั้น
มีความพอใจที่จะปล่อยให้เป็นอย่างนั้นอยู่ต่อไป และต้องการจะลืมปัญหานั้นเสียทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้น ในระหว่างการเจรจาลับกับอัครราชทูตฝรั่งเศสดังกล่าว
จอมพล ป.ฯก็ยังให้คำมั่นสัญญากับทางอัครราชทูตฝรั่งเศสด้วยว่า เมื่อใดที่จอมพล ป.ฯ
ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาก็จะยุติกิจกรรมใต้ดินในกรุงเทพฯของบรรดาหน่วยงานต่างๆของพวกชาตินิยมจากอินจีน
เช่น คณะกรรมาธิการจัดซื้อของชาวเวียดนาม และกลุ่มต่อต้านอินโดจีนอื่นๆ เป็นต้น
ทางฝ่ายฝรั่งเศสมีความพึงพอใจกับคำมั่นสัญญาเหล่านี้เป็นอย่างมาก
พวกเขามีความเชื่อว่า จอมพล ป.ฯ มีท่าทีที่น่าพึงพอใจ เพราะนอกจากจอมพล ป.ฯ จะต้องการปรองดองกับฝรั่งเศสและมหาอำนาจตะวันตกอื่นๆแล้วแต่ยังมีนโยบายต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งพวกที่ยึดถือแนวทางคอมมิวนิสต์ก็คือพวกเวียดมินห์
จอมพล ป.ฯ เล่นไพ่ฝรั่งเศสได้เป็นอย่างดี
ทางฝ่ายฝรั่งเศสซึ่งมีแรงกระตุ้นจากการให้คำมั่นสัญญาของจอมพล ป.ฯ
ก็ได้เป็นชาติแรกที่ได้ให้การรับรองทางการทูตแก่รัฐบาลของจอมพล ป.ฯ อันเป็นการรับรองตัดหน้าประเทศสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา
โดยเมื่อวันที่ 22 เมษายน ค.ศ. 1948 อัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยได้ส่งหนังสือเป็นทางการให้การรับรองการประกาศจัดตั้งคณะรัฐมนตรีของจอมพล
ป.ฯ
ผลที่ตามมาก็คือ จอมพล ป.ฯ สามารถทำลายแนวร่วมของอังกฤษและอเมริกันโดยวิธีตอกลิ่มสร้างความแตกแยกระหว่างสามชาติมหาอำนาจตะวันตก
การณ์จึงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1948 รัฐบาลของจอมพล ป.ฯ
ก็ได้รับการรับรองจากสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร จีนคณะชาติ และชาติอื่นๆอีก 7
ชาติ
เมื่อได้รับการรับรองจากสหรัฐอเมริก และสหราชอาณาจักรแล้ว จอมพล ป.ฯ ก็เลิกกลัวว่าปรีดีฯ
จะได้กลับคืนสู่อำนาจด้วยความช่วยเหลือของชาวอังกฤษและชาวอเมริกันซึ่งเคยเป็นสหายร่วมรบกันมากับพวกเสรีไทยโดยการนำของนายปรีดีฯ
------------------------------------------
เครดิต:THE DYNAMICS OF THAI FOREIGN POLICY TOWARDS INDO-CHINA
1938-1950 BY THONGBAI HONGVIANGCHAN, A thesis submitted for the degree of
Master of Philosophy, The London School of Economics and Political Science,
University of London, 1984.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น