การติดต่อของประเทศไทยกับประเทศตะวันตกได้เริ่มขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
หรือรัชกาลที่ 3(ค.ศ. 1824-ค.ศ.1851)
การติดต่อกับประเทศตะวันตกในสมัยใหม่ได้แสดงออกถึงความกลัวและความหวาดระแวงประเทศตะวันตก
ประสบการณ์ในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 17
ได้ทำให้บรรดาผู้นำไทยเกิดความรู้สึกว่าความสัมพันธ์ทางการทูตและทางการค้ากับมหาอำนาจยุโรปจะทำให้ผู้นำไทยไม่สามารถควบคุมประเทศได้
แต่แรงจูงใจของผู้นำไทยในการดำเนินนโยบายต่างประเทศต่อประเทศตะวันตกยังคงเหมือนเดิม
เป้าหมายในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของพวกผู้นำไทยก็คือการธำรงไว้เอกราชของชาติและบูรภาพแห่งดินแดนของราชอาณาจักรไทย
ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของพวกผู้นำไทยคือการดำรงไว้ซึ่งสภาวะดุลยภาพระหว่างมหาอำนาจภายนอกที่เข้ามาแข่งขันกันในประเทศไทย
พวกผู้นำไทยได้ใช้วิธีนำมหาอำนาจหนึ่งมาคานอีกมหาอำนาจหนึ่ง และในหมู่ประเทศตะวันตกนั้น
ในตอนนี้ในสายตาของพวกผู้นำไทยเห็นว่าประเทศสหราชอาณาจักรเป็นมหาอำนาจที่คุกคามต่อความมั่นคงของประเทศไทยมากที่สุด
นโยบายต่างประเทศของประเทศสหราชอาณาจักรต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้แตกต่างจากนโยบายในคริสต์ศตวรรษที่
16 และคริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยในครั้งนี้ประเทศสหราชอาณาจักรมีลักษณะมือหนึ่งค้าขายอีกมือหนึ่งถือปืน
และในตอนนี้สหราชอาณาจักรได้เข้ายึดครองดินแดนต่างๆรอบข้างประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
กล่าวคือ ในปี ค.ศ. 1785 สหราชอาณาจักรได้ปีนัง และในปี ค.ศ. 1800
ได้โปรวินทซ์ เวลเลสลีย์ อานุภาพของประเทศล่าอาณานิยมประเทศนี้ได้ปรากฏอย่างชัดแจ้งเมื่อประเทศสหราชอาณษจักรได้มีชัยชนะต่อพม่าในปี
ค.ศ. 1826
จากผลของสงครามระหว่างประเทศสหราชอาณาจักรกับประเทศพม่าได้ทำให้ประเทศสหราชอาณาจักรได้จังหวัดเมาะตะมะ
ทะวาย และตะนาวศรี ซึ่งทั้งพม่าประเทศและประเทศไทยต่างอ้างสิทธิ์ในการปกครอง
รัฐบาลไทยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความประสงค์จะอยู่ห่างไกลจากประเทศสหราชอาณาจักรให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
โดยไม่พยายามจะสร้างความขุ่นเคืองใดๆให้เกิดขึ้น และผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยในสมัยนั้นมีความคิดว่าหนทางเดียวที่จะบรรลุเป้าหมายนโยบายนี้ได้ก็โดยการยินยอมโอนอ่อนผ่อนปรนให้
นโยบายประนีประนอมยอมโอนอ่อนผ่อนปรนนี้ได้ถูกดำเนินโดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี
ค.ศ. 1826 เมื่อพระองค์ได้ลงนามในสนธิสัญญาการค้ากับบริษัทอีสต์อินเดียของอังกฤษ
ทั้งนี้ผู้สำเร็จราชการของอินเดียได้ส่งร้อยเอกเฮนรี
เบอร์นีเข้ามายังกรุงเทพฯเพื่อเจรจาและลงนามในสนธิสัญญาฉบับนี้ ในการให้การผ่อนปรนทางการค้ากับอังกฤษนั้น
ในสนธิสัญญาได้ยินยอมให้พ่อค้าชาวอังกฤษซื้อและขายสินค้าได้ตามใจชอบโดยที่พระมหากษัตริย์ไทยจะไม่เข้าไปแทรกแซง
ซึ่งก่อนหน้าที่จะได้ลงนามในสนธิสัญญาฉบับบี้
พ่อค้าชาวต่างประเทศจะไม่ได้รับอนุญาตให้ขายสินค้าที่นำเข้ามาแก่เอกชนและไม่ได้รับอนุญาตให้ซื้อสินค้าจากเอกชนอีกด้วย
พระมหากษัตริย์ของไทยเท่านั้นทรงมีสิทธิ์ขาดที่จะซื้อและขายได้ในสองกรณีดังกล่าว
และโดยสัญญาฉบับดังกล่าว
บริษัทอีสต์อินเดียก็ยังได้ทำความเข้าใจกับฝ่ายไทยด้วยว่าฝ่ายไทยจะเคารพในเอกราชของรัฐเปรัก
และจะไม่เข้าไปขัดขวางการค้าขายในรัฐกลันตัน หรือรัฐตรังกานู
ในขณะที่บริษัทอินเดียก็ได้ให้สัญญาว่าจะไม่เข้าไปทำลายรัฐต่างๆเหล่านี้
แต่ทางผู้นำไทยปฏิเสธคำขอของบริษัทอีสต์อินเดียในข้อที่เกี่ยวกับรัฐเคดาห์ซึ่งทำให้เกิดความระหองระแหงระว่างประเทศไทยกับประเทศสหราชอาณษจักรต่อมาอีกหลายปี
พวกผู้นำไทยได้ให้ความผ่อนปรนทางการค้าและทางดินแดน(ในมลายา)ในสนธิสัญญาเบอร์นีก็เพราะพวกเขามีความเชื่อว่าเป็นความจำเป็นทางการเมืองที่จะต้องยอม
พวกผู้นำไทยมีความเห็นว่าสนธิสัญญาเบอร์นีเป็นสิ่งจำเป็นในทางการเมือง
เป็นข้อตกลงที่ฝ่ายไทยมีความจำเป็นต้องยอมรับเพื่อรักษาไว้ซึ่งเอกราชของประเทศไทย
ดังที่นักเขียนผู้ชาวตะวันตกผู้หนึ่งได้เขียนไว้ว่า ในปี ค.ศ. 1826
ร้อยเอกเบอร์นีเข้ามายังกรุงเทพฯโดยนำหนังสือมอบอำนาจของบริษัทอีสต์อินเดียเพื่อมาทำสนธิสัญญาที่มีการร่างเงื่อนไขและความความต้องการไว้เรียบร้อยแล้วเพื่อให้พระมหากษัตริย์ไทยทรงลงพระนาม
และร่างสนธิสัญญานี้ก็ไม่ผิดอะไรกับการยื่นคำขาดให้ประเทศไทยยอมรับ
ซึ่งหากไม่ยอมรับก็จะต้องรบกัน
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 3)
ทรงเป็นผู้มีพระปรีชาสามารถในการดำเนินกิจการต่างประเทศ
พระองค์ทรงเห็นว่าไม่มีหนทางเลือกอย่างอื่นนอกจากยอมรับอันตรายน้อยเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายใหญ่
ภายหลังจากที่ได้ทำสนธิสัญญาเพื่อผ่อนปรนทางด้านการค้ากับประเทศสหราชอาณษจักรแล้ว
ทางผู้นำไทยมีความกลัวว่าการมีความสัมพันธ์ทางการเมืองกับสหราชอาณาจักรเพียงประเทศเดียวจะเป็นอันตราย
พวกเขาจึงต้องการใช้มหาอำนาจอื่นๆมาคานและดุลกับสหราชอาณาจักร
พวกผู้นำไทยในรัชสมัยของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างเดียวกับที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชในสมัยอยุธยาได้ดำเนินคือ
การใช้มหาอำนาจมาคานและดุลกับอีกมหาอำนาจหนึ่ง
การใช้ยุทธวิธีของนโยบายต่างประเทศของผู้นำไทย
อยู่ในความสังเกตของทูตสหรัฐอเมริกาที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย
ทูตอเมริกันผู้นี้คือ เอ็ดมันด์ โรเบิร์ตส์ (Edmund
Roberts) ที่เขียนอยู่ในบันทึกความทรงจำของเขาว่า
“พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน(รัชกาลที่ 3) ทรงมีความปรารถนาเป็นอย่างมากที่จะทรงสนับสนุนให้มีการค้าเข้ามาสู่เมืองท่าต่างๆของพระองค์
ความสับสนและการเปลี่ยนแปลงที่ไม่รู้จักจบสิ้นซึ่งเป็นที่รำคาญของบรรดาพวกพ่อค้าบัดนี้ได้ถูกขจัดไปหมดแล้ว
ตราบเท่าที่พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ยังทรงพระชนม์อยู่ นโยบายอันชาญฉลาดนี้จะถูกดำเนินอยู่ต่อไป”
ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยได้หันไปทางประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อนำมาใช้คานและดุลอำนาจกับประเทศสหราชอาณาจักร
แนวโน้มในข้อนี้ได้ปรากฏอยู่ในรายงานของกงสุงอเมริกันประจำบัตตาเวีย(อินโดนีเซียในปัจจุบัน)ที่ส่งถึงกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา
ในรายงานทางการทูตฉบับนี้ได้บอกอย่างชัดแจ้งว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแสดงความปรารถนาที่จะเพิ่มพูนการค้าของอเมริกันกับประเทศไทยและมีพระประสงค์จะอำนวยความสะดวกทุกอย่างเพื่อจุดประสงค์นั้น
ที่พวกผู้กำหนดนโยบายค่างประเทศของไทยมีความนิยมชอบชาวอเมริกันเพราะชาวอเมริกันไม่ค่อยจะเดินทางมาประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกาไม่มีจักรวรรดิอาณานิคมในเอเชียไกล
เมื่อเอ็ดมันด์ โรเบิร์ตส์ถูกส่งมาประเทศไทยในปี ค.ศ. 1833
นโยบายต่างประเทศของไทยที่จะใช้ประเทศสหรัฐอเมริกามาคานและดุลอำนาจกับชาวประเทศสหราชอาณษจักรได้แสดงแนวโน้มว่าจะประสบความสำเร็จ เพราะว่าปีเดียวกันนั้นประเทศไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาทางไมตรีและการค้ากับประเทศสหรัฐอเมริกา
พวกผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยไม่ได้มีความกลัวถึงผลทางการเมืองของความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาแต่อย่างใด
เพราะประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา(นายแอนดรู แจ็กสัน)ได้แจ้งกับนายเอ็ดมันด์
โรเบิร์ตส์ว่า การส่งคณะทูตของประเทศสหรัฐอเมริกามายังโคชิน-ไชนา(เวียดนาม)
ประเทศไทย และมัสกัส(โอมาน)
ก็เพื่อเป้าหมายคือการลงนามในสนธิสัญญาซึ่งจะยกระดับการค้าของสหรัฐอเมริกาในประเทศทั้งสามให้มีความเท่าเทียมกันตามหลักปฏิบัติอย่างชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (the most favored nations)
เมื่อทางฝ่ายประเทศไทยได้รับแจ้งทาทีของสหรัฐอเมริกาเช่นนี้แล้ว
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวและที่ปรึกษาของพระองค์ ดังที่นายเอ็ดมันด์
โรเบิร์ตส์เขียนในบันทึกความทรงจำของเขาไส้ ได้แสดงความพึงพอใจอย่างเปิดเผยว่า
เรือรบของอเมริกันเดินทางมาด้วยวัตถุประสงค์เพียงเพื่อทำสัญญาทางไมตรีการการค้า
ท่าทีที่เป็นมิตรไมตรีที่ทางฝ่ายไทยแสดงออกมาทางชาวอเมริกันเป็นที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ซึ่งทรงนิยมชมชอบคนอเมริกันยิ่งกว่าชาวต่างชาติพวกอื่นได้ทรงรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ไทยจัดหาที่พักพิเศษให้แก่คณะทูตชาวอเมริกัน
จากท่าทีของฝ่ายไทยที่แสดงออกมาเช่นนี้ทำให้นายเอ็ดมันด์ โรเบิร์ตส์ได้ตระหนักถึงจนถึงกับเขียนลงในบันทึกความทรงจำของเขาว่า
ไม่มีทูตคณะใดจากต่างประเทศจะได้รับการต้อนรับอย่างชื่นชอบและอย่างมีเกียรติเช่นคณะทูตของเรา
และเมื่อตอนส่งกลับออกไปก็ไม่มีคณะทูตของประเทศใดได้รับเกียรติพิเศษเหมือนอย่างคณะทูตของเรา
นอกจากนั้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้มีรับสั่งให้เจ้าพระยาพระคลัง รัฐมนตรีว่าการพาณิชย์และการต่างประเทศของไทยได้อำนวยความสะดวกและเร่งลงนามในสนธิสัญญาไทย-อเมริกัน
จากท่าทีของฝ่ายไทยที่นิยมชมชอบฝ่ายสหรัฐอเมริกานี่เอง เอ็ดมันด์
โรเบิร์ตส์จึงใช้เวลาเพียง 20 วันก็สามารถลงนามในสนธิสัญญาทางมิตรไมตรีและการค้ากับประเทศไทย
เมื่อเทียบกับคณะทูตของประเทศอื่นอย่างเช่นของประเทศสหราชอาณาจักร
การเจรากันกับทางสหรัฐอเมริกาใช้เวลาสั้นกว่าในกรณีการเจรจาในสนธิสัญญาเบอร์นีของประเทศสหราชอาณาจักร
ซึ่งกว่าจะลงนามกันได้ต้องใช้เวลายาวนานถึง 7 เดือน
ทางผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยไม่เพียงแต่ต้องการจะนำประเทศสหรัฐอเมริกามาคานและดุลอำนาจในประเทศไทยเท่านั้น
แต่ยังได้แสดงท่าที่ที่จะนำประเทศฝรั่งเศสมาเล่นในเกมทางการเมืองในครั้งนี้ด้วย
ในการตัดสินใจที่จะนำประเทศฝรั่งเศสเข้ามาคานอำนาจในประเทศไทยในครั้งนี้
ทางผู้นำไทยคล้ายกับว่าจะลืมเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดการปฏิวัติขึ้นในกรุงศรีอยุธยาในปี
ค.ศ. 1688
ซึ่งในครั้งนั้นได้นำไปสู่การขับไล่ชาวฝรั่งเศสออกจากดินแดนประเทศไทยและเกิดความรู้สึกต่อต้านชาวยุโรปโดยทั่วไปในประเทศไทย
แนวทางที่ฝ่ายไทยจะนำประเทศฝรั่งเศสมาคานอำนาจในประเทศไทยมีหลักฐานปรากฏในปี
ค.ศ. 1840 คือ ในปีนั้นทางรัฐบาลไทยได้แจ้งไปทางกงสุลฝรั่งเศสในสิงคโปร์ว่า
ประเทศไทยมีความกระตือรือร้นที่จะเห็นการพัฒนาการค้าของฝรั่งเศสในประเทศไทย
แต่ทว่าประเทศฝรั่งเศสไม่ได้ส่งคณะทูตใดๆเดินทางมายังประเทศไทย เพราะหลังจากที่ชาวฝรั่งเศสถูกขับไล่ออกจากประเทศไทยในปี
ค.ศ. 1688 ชาวฝรั่งเศสไม่ได้สนใจที่จะมีผลประโยชน์ทางการค้าและทางศาสนาในประเทศไทยแต่ได้มุ่งความสนใจเหล่านี้ไปที่ประเทศเวียดนาม
เมื่อทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศสหราชอาณาจักรมีผลประโยชน์ทางการค้าในประเทศไทยแล้วเช่นนี้
ก็ถือได้ว่าได้เกิดดุลอำนาจขึ้นในประเทศไทยแล้ว ซึ่งจะทำให้แต่ละชาติคอยป้องกันอีกชาติหนึ่งไม่ให้มีสถานะโดดเด่นยิ่งกว่าตน
ด้วยเหตุนี้รัฐบาลไทยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงประสบความสำเร็จในการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามครั้งใหม่จากบรรดามหาอำนาจตะวันตก.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น