วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ประเทศไทยกับลัทธิชาตินิยมทางวัฒนธรรมก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง




พันเอกแปลก พิบูลสงคราม(หรือหลวงพิบูลสงคราม) นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยก่อนสงครามโลกครั้งที่สองได้เริ่มรณรงค์ให้คนไทยมีกิริยามารยาทและมีหลักปฏิบัติทางสังคมของชาวตะวันตกและได้มีการแจกจ่ายใบปลิวเพื่อชี้แจงเกี่ยกับนโยบายนี้

รัฐบาลของพันเอกแปลกฯได้แนะนำให้คนไทยทั้งเพศชายและเพศหญิงสวมหมวกและใส่รองเท้าคัตชูในที่สาธารณะแบบชาวตะวันตกและให้สวมใส่เครื่องแต่งกายแบบชาวตะวันตกตามโอกาสต่างๆ และได้มีความพยายามที่จะให้หญิงไทยเลิกกินหมาก

รัฐบาลของพันเอกแปลกฯมีความเชื่อว่าการปฏิบัติของคนไทยตามที่รัฐบาลแนะนำจะทำให้คนไทยเป็นอารยชนในสายตาของโลกภายนอก และคนไทยในประเทศไทยจะได้เป็นตัวอย่างสำหรับคนเผ่าไตที่อยู่นอกพรมนอกพรมแดนของประเทศไทย

 พันเอกแปลกฯมีคำขวัญว่า “มาลานำไทยไปสู่อำนาจ”ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ให้คนไทยสวมหมวกตามโครงการรณรงค์ชาตินิยมในด้านวัฒนธรรมอีกเหมือนกัน

ทั้งนี้โดยเป้าหมายคือสร้าง”ค่ายคนเผ่าไต”ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งภายในค่ายคนเผ่าไตนี้ ประเทศไทยก็จะได้กลายเป็นศูนย์กลางของคนเผ่าไตที่กระจายอยู่ทั่วเอเชียจะได้นำเอาไปเป็นตัวอย่าง

นอกจากนั้นแล้วก็ยังได้มีการควบคุมระบบการศึกษาอย่างเข้มข้น ซึ่งมาตรการนี้ก็สอดคล้องกับโครงการชาตินิยมที่ต้องการทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศไทยเป็นของชาติเท่านั้น

ทั้งนี้ โรงเรียนทุกโรงต้องยอมรับหลักสูตร ตำรับตำรา และระบบการสอบวัดผลต่างๆตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด และครูทุกคนที่ทำการสอนในโรงเรียนจะต้องมีการขึ้นทะเบียนเป็นหลักเป็นฐาน

เมื่อลัทธิชาตินิยมขึ้นสู่ระดับสูงสุดในปี ค.ศ. 1940 รัฐบาลของพันเอกแปลกฯก็ได้เริ่มเข้าแทรกแซงในชีวิตทางศาสนาของชาติ

กล่าวคือทางรัฐบาลของพันเอกแปลกฯต้องการใช้ศาสนาพุทธมาเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสนับสนุนลัทธิชาตินิยมแบบคลั่งชาติ

รัฐบาลของพันเอกแปลกฯได้ก่อสร้างวัดพระศรีมหาธาตุที่บางเขนด้วยวัตถุประสงค์เพื่อรวม 2 นิกายของพระสงฆ์ไทย คือ นิกายธรรมยุติและมหานิกายเข้าด้วยกัน

ได้มีการรณรงค์ของผู้ที่เรียกตนเองว่าผู้รักชาติได้ชักชวนคนไทยว่าศาสนาพุทธและชาตินิยมในรูปแบบสูงสุดสามารถไปด้วยกันได้

 และได้มีการขับไล่ข้าราชไทยที่นับถือศาสนาคริสต์ให้มานับถือศาสนาพุทธมิฉะนั้นอาจจะสูญเสียตำแหน่งในหน่วยงานของตนได้

มีการวางกฎเกณฑ์ไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐแต่งงานกับชาวต่างประเทศโดยปราศจากคำยินยอมพิเศษจากรัฐบาล

รัฐบาลของพันเอกแปลกฯได้ให้คำอธิบายในเรื่องนี้ว่า ความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนเผ่าไตโดยให้มีศาสนาเดียวกันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คนไทยสามารถสร้างขาติได้

เมื่อความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศสได้เกิดขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1940-1941 มิชชันนารีฝรั่งเศสได้รับคำสั่งจากรัฐบาลของพันเอกแปลกฯให้ออกเดินทางออกนอกประเทศ

โบสถ์ที่ประกอบศาสนกิจและบ้านต่างๆของขาวคริสตัง จึงว่างเปล่าและอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทย

ในระหว่างที่เกิดความขัดแย้งกันอยู่นั้น ชาวคริสตังที่พำนักอยู่ในประเทศไทยได้หันมานับถือพระพุทธศาสนา  ทั้งนี้จากคำประกาศกระทรวงการประเทศของไทยบอกว่า เป็นการกระทำตามความสมัครใจและเพื่อสอดคล้องกับความต้องการของพวกเขา และให้พระภิกษุสงฆ์ไทยได้เข้าไปปฏิบัติศาสนกิจในโบสถ์และบ้านที่ว่างเปล่าเหล่านั้นได้

ในวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ. 1940 พันเอกแปลกฯได้ออกอากาศทางวิทยุโยได้ประกาศว่า ฝรั่งเศสไม่สามารถควบคุมอินโดจีนได้อีกต่อไปและเมื่อเวลานั้นมาถึงชนเผ่าไตในลาวและกัมพูชาก็จะเดินทางเข้าร่วมอยู่ในประเทศไทย และพระพุทธศาสนาจะได้รับการส่งเสริมในอินโดจีนเช่นเดียวกับที่ฝรั่งเศสเคยส่งเสริมศาสนาคริสตัง

เมื่อกล่าวโดยภาพรวมแล้ว การเกิดขึ้นของลัทธิชาตินิยมซึ่งเป็นพัฒนาการที่สำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งในระหว่างที่พันเอกแปลกฯเป็นนายกรัฐมนตรีนี้ได้มีรากลึกอยู่ในความรักอิสรภาพของคนไทยมาตั้งแต่โบราณกาล

ลัทธิชาตินิยมนี้ได้เจริญเติบโตขึ้นมาโดยผ่านการต่อสู้ของคนไทยกับมหาอำนาจยุโรปและโดยผ่านทางการแข่งขันระหว่างคนไทยกับชาวจีนและชาวยุโรปในประเทศไทย

ลัทธิชาตินิยมนี้ได้ถูกฟูมฟักในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว( 1910-1925) ซึ่งนโยบายชาตินิยมของพระองค์ได้ถูกนำมาใช้โดยรัฐบาลของคณะราษฎร์หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบที่กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญในปี ค.ศ. 1932

พันเอกแปลกฯและคณะรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิงหลวงวิจิตรวาทการมีความเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระบิดาของลัทธิชาตินิยมไทยในสมัยใหม่และได้ลอกเลียนแบบนโยบายของพระองค์มาใช้

แต่อย่างก็ดี ลัทธิชาตินิยมในสมัยของรัฐบาลของพันเอกแปลกฯมีลักษณะเป็นมติใหม่ คือ มีรูปลักษณ์ของลัทธิรวมคนไทยในแคว้นต่างๆ และลัทธิเรียกร้องดินแดนคืน  ซึ่งถูกเสริมสร้างให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นด้วยการสร้างกองทัพให้เข้มแข็งซึ่งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1937 เป็นต้นมารัฐบาลของพันเอกแปลกฯได้ทุ่มเทงบประมาณให้เกือบหนึ่งในสามของงบประมาณของทั้งประเทศ

การเกิดขึ้นของขบวนการชาตินิยม ขบวนการรวมคนไทยในแคว้นต่างๆ และขบวนการเรียกร้องดินแดนคืน ได้เกิดขึ้นในยามที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังเรืองอำนาจและกำลังดำเนินนโยบายจักรวรรดินิยม

เนื่องจากขบวนการดังกล่าวกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศสหราชอาณาจักร  ประเทศฝรั่งเศสและประเทศจีน

ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยซึ่งมีความต้องการที่จะนำประเทศญี่ปุ่นมาคานและดุลอำนาจในประเทศไทยจึงมีความคิดว่าความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นศัตรูของทั้งสามชาตินี้เป็นความสำคัญและความจำเป็นในระดับรีบด่วน.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น