วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

รัชกาลที่ 4 กับนโยบายต่างประเทศของไทย



นโยบายถ่วงดุลอำนาจในความสัมพันธ์กับต่างประเทศของไทยได้ถูกสานต่อโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเสด็จขึ้นครองราชสมบัติระหว่าง ค.ศ. 1851-ค.ศ.1868

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงประสบความสำเร็จในการดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อดำรงไว้ซึ่งเอกราชของประเทศไทย

เมื่อเป็นเช่นนี้การทูตอันชาญฉลาดของพระองค์จึงเป็นสิ่งควรค่าแก่การศึกษา ดังที่นักประวัติศาสตร์ชาวตะวันตกชื่อฮอลล์(Hall) ได้ตั้งข้อสังเกตว่า

”น่าจะไม่มากไปที่จะกล่าวว่า สยาม(ประเทศไทย)เป็นหนี้บุญคุณต่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยิ่งกว่ากษัตริย์พระองค์ใดในข้อเท็จจริงที่ว่า ประเทศสยาม(ประเทศไทย)รักษาเอกราชชองตนเองไว้ได้เมื่อตอนสิ้นสุดคริสต์ศตวรรษที่ 19 รัฐอื่นทั้งหมดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของยุโรป”

ในตอนเริ่มต้นของรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยมีความกลัวว่าความคงอยู่ชองประเทศไทยในฐานะประเทศที่เป็นเอกราชจะตกอยู่ในภาวะอันตราย

ทั้งนี้เพราะกระแสของลัทธิขยายดินแดนของจักรวรรดินิยมได้ไหลบ่าเข้ามาอย่างท่วมพ้นไปทั่วทุหนแห่ง ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยไม่ญาณใดๆพอที่จะล่วงรู้ได้ว่าประเทศสหราชอาณาจักรจะไม่แผ่อำนาจออกจากพม่าเข้ามาสู่ดินแดนของประเทศไทย

ในปี ค.ศ. 1852 อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติแล้วนั้น ประเทศสหราชอาณาจักรได้เริ่มสงครามอังกฤษ-พม่า ครั้งที่ 2 ซึ่งยังผลให้ประเทศอังกฤษทำการผนวกมณฑลพะโคหรือหงสาวดี

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงถูกกระตุ้นจากความกลัวประเทศสหราชอาณาจักรจึงได้ทรงริเริ่มที่จะเอาใจประเทศมหาอำนาจชาตินี้

โดยเมื่อปี ค.ศ. 1855 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงดำเนินการที่สอดคล้องกับแนวทางของการเอาอกเอาใจประเทศสหราชอาณาจักรด้วยการลงพระนามในสนธิสัญญามิตรภาพและการค้ากับประเทศมหาอำนาจชาตินี้ ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยต้องสูญเสียอิสรภาพทางด้านการศาล

ได้มีการจัดตั้งศาลกงสุลของอังกฤษในกรุงเทพฯและทำให้เกิดสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของไทย

นอกจากนั้นแล้วสนธิสัญญาดังกล่าวยังได้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการกำหนดพิกัดของภาษีสินขาค้าเข้าและสินค้าขาออกซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศสหราชอาณาจักรมีอิสระเป็นอย่างมากในด้านการค้า

ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีนโยบายผ่อนปรนทางด้านการค้าและทางด้านการศาลนี้ก็เพราะทรงมีความกลัวยิ่งกว่าที่ทรงนับถือและทรงชื่นชอบประเทศสหราชอาณาจักร

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและที่ปรึกษาของพระองค์ถือว่าประเทศสหราชอาณาจักรเป็นประเทศทรราชย์ที่เข้ามายึดเอเชียทั้งภูมิภาค

บรรดาผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยนำโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ให้ความผ่อนปรนทั้งทางด้านการค้าและทางด้านการศาลในครั้งนี้ก็เพราะมีความกลัวเป็นอย่างมากต่อประเทศสหราชอาณาจักร

และเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศสหราชอาณาจักรมีความฮึกเหิมทำการเรียกร้องต่อประเทศไทยมากขึ้นๆ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงแสดงออกถึงความเป็นผู้ทรงมีความเชี่ยวชาญทางการทูตเช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวในการดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยวิธีการคานและดุลอำนาจในความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงติดต่อกับประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศฝรั่งเศสซึ่งขณะนั้นมีแสนยานุภาพทางเรือเทียบเท่ากับแสนยานุภาพทางเรือของประเทศสหราชอาณาจักร

ในปี ค.ศ. 1856 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงนามในสนธิสัญญามิตรไมตรีและการค้ากับประเทศกับทั้งสหรัฐอเมริกาและประเทศฝรั่งเศส

แต่ก่อนที่จะลงนามในสนธิสัญญากับประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยมีความประทับใจกับท่าทีของประเทศนี้ที่มีต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก

นายเทาน์เซนด์ แฮร์ริส(Townsend Harris) ซึ่งถูกส่งจากประเทศสหรัฐอเมริกา(สมัยประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียซ= Franklin Pierce) มายังประเทศไทยเพื่อให้มาทำสนธิสัญญากับประเทศไทยได้แสดงความปรารถนาดีของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาต่อประเทศไทย

และนายแฮร์ริสได้ปฏิเสธเรื่องที่สหรัฐอเมริกามีความต้องการดินแดนใดๆจากประเทศไทย และเขาได้แสดงให้เห็นถึงข้อแตกต่างระหว่างนโยบายของประเทศสหรัฐอเมริกากับนโยบายของประเทศสหราชอาณาจักร

นายแฮรฺริสได้แจ้งแก่ผู้นำของไทยว่า สหรัฐอเมริกาไม่มีอาณานิคมในภูมิภาคตะวันออก และก็ไม่มีความต้องการที่จะมีด้วย เพราะว่ารูปแบบของการปกครองของสหรัฐอเมริกาห้ามไม่ให้มีอาณานิคม และภารกิจของเขาในประเทศไทยถูกกำหนดมาให้สถาปนาความสัมพันธ์ทางด้านการค้าเท่านั้น

พระสมุหะกลาโหมของไทย(ซึ่งมีฐานะเทียบเท่านายกรัฐมนตรี)มีความพึงพอใจกับท่าทีของสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก และในความพยายามทางการทูตที่จะใช้สหรัฐอเมริกามาถ่วงดุลอำนาจกับประเทศสหราชอาณาจักร พระสมุหะกลาโหมได้กล่าว่าคนไทยรักคนอเมริกันเพราะคนอเมริกันไม่เคยมาสร้างความลำบากให้แก้คนไทยหรือแก่ผู้ใดในภูมิภาคตะวันออก

พระสมุหะกลาโหมได้กล่าวชื่นชมคนอเมริกันต่อไปว่า คนอเมริกันไม่ต้องการพิชิตดินแดนใดๆในภูมิภาคตะวันออก และมิชชันนารีอเมริกันก็มีคุณค่าอย่างมหาศาลต่อคนไทยโดยได้สอนศิลปะที่มีคุณค่าต่างๆให้อย่างมากมาย

ข้างพระยาพระคลัง รัฐมนตรีว่าการพาณิชย์และกิจการต่างประเทศไทย ในขณะที่กล่าวชื่นชมและแสดงความนับถือคนอเมริกัน ก็ได้เสนอต่อนายแฮร์ริสว่า ทางประเทศไทยอยากให้เขียนลงมาตราหนึ่งหนึ่งมาตราใดในสนธิสัญญาโดยระบุว่า ในกรณีที่เกิดปัญหากับมหาอำนาจตะวันตก(ประเทศสหราชอาณาจักร)สหรัฐอเมริกาจะมาทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสิน แต่ทว่าความต้องการของพระยาพระคลังซึ่งต้องการดึงสหรัฐอเมริกาให้มาเกี่ยวข้องทางการเมืองได้รับการปฏิเสธ

นายแฮร์ริสได้กล่าวขอบคุณพระยาพระคลังที่ได้เสนอแนะดังกล่าว และได้ให้คำมั่นสัญญากับพระยาพระคลังว่าไม่จำเป็นต้องมีข้อบัญญัติในสนธิสัญญาก็ได้ เพราะถึงอย่างไรสหรัฐอเมริกาก็มีความรู้สึกเป็นพันธะแห่งมิตรภาพที่จะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องเช่นนั้นอยู่แล้ว

จากท่าทีของนายแฮร์ริสที่แสดงออกมาทางคำพูด ก็ได้นำไปสู่การลงนามในสนธิสัญญาไทย-อเมริกันซึ่งฝ่ายไทยได้ทำการผ่อนปรนแก่สหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกับที่ให้แก่ประเทศสหราชอาณาจักร

ต่อจากนั้นประเทศไทยได้หันไปทางประเทศฝรั่งเศสอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งคณะทูตฝรั่งเศสภายใต้การนำของมองซิเออร์ เอ็ม.เดอ มองติญญี ได้รอคอยอยู่ที่ปากน้ำเจ้าพระยาเพื่อให้คณะทูตของสหรัฐอเมริกาเดินทางออกไปจากประเทศไทยเสียก่อน

ก่อนที่คณะทูตของประเทศฝรั่งเศสจะเดินทามาที่ประเทศไทยในครั้งนี้ ทางประเทศไทยได้แสดงออกถึงท่าทีที่อยากจะเจรจาสนธิสัญญาทางการค้ากับประเทศฝรั่งเศสในช่วงปลายปี ค.ศ. 1851

รัฐบาลของประเทศฝรั่งเศสจึงได้มอบอำนาจให้พลเรือเอก ลาปิแอร์ (Admiral Lapierre) ผู้บัญชาการสถานีทหารเรือของรียูเนียนไอส์แลนด์และอินโดจีนให้มาทำสนธิสัญญากับรัฐบาลของประเทศไทยโดยยึดหลักปฏิบัติอย่างชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (most-favored nation) ทั้งนี้โดยใช้แนวทางเดียวกับสนธิสัญญาที่ได้เจรจากันเรียบร้อยแล้วกับโคชิน-ไชนา (เวียดนาม) และมัสกัต(โอมาน)

แต่พลเรือเอกลาปิแอร์ไม่ได้เดินทางมายังประเทศไทยตามที่ได้รับมอบหมายในภารกิจนี้ ทั้งนี้เพราะฝรั่งเศสได้เกิดสงครามกับรัสเซียเสียก่อน

ประเทศฝรั่งเศสจึงได้รอคอยมาจวบจนถึงปี ค.ศ. 1856 จึงได้มอบหมายให้มองซิเออร์ มองติญญีเดินทางมาที่กรุงเทพฯเพื่อทำการเจรจาและลงนามในสนธิสัญญากับประเทศไทย ภารกิจของมองซิเออร์มองติญญีนอกจากจะมาที่ประเทศไทยแล้วก็ให้เดินทางต่อไปยังกัมพูชาและอันนาม(เวียดนาม)

ในการติดต่อกับประเทศฝรั่งเศสนั้น ฝ่ายผู้นำไทยรู้เป็นอย่างดีว่าประเทศฝรั่งเศสมีผลประโยชน์ที่ผสมผสานกันระหว่างผลประโยชน์ทางการค้า ผลประโยชน์ทางศาสนาและผลประโยชน์ทางการเมืองในตะวันออกไกล

ดังนั้นเพื่ออำนวยผลประโยชน์ด้านต่างๆของประเทศฝรั่งเศส ทางผู้นำไทยก็ได้ลงนามในสนธิสัญญาทางการค้าและการพาณิชย์กับประเทศฝรั่งเศสโดยในบทบัญญัติของสนธิสัญญามีลักษณะคล้ายกับสนธิสัญญาที่ประเทศไทยทำกับประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศสหราชอาณาจักร

เนื่องจากภารกิจของมองซิเออร์มองติญญีที่ส่งมายังประเทศไทยมีความโยงใยถึงกิจกรรมของมิชชันนารีในพื้นที่นี้ด้วย ทางผู้นำไทยก็ได้ให้เสรีภาพแก่มิชชันนารีฝรั่งเศสได้ดำเนินงานเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันแคทอลิกในประเทศไทยด้วย

ในระหว่างที่กำลังเจรจาเพื่อลงนามในสนธิสัญญากับคณะทูตของประเทศฝรั่งเศสนั้น ทางผู้นำไทยได้แสดงท่าทีว่าต้องการให้ประเทศฝรั่งเศสมาเป็นประเทศเพื่อนบ้านของประเทศไทย

ทั้งนี้โดยทางผู้นำไทยได้เสนอว่าประเทศไทยจะยกเกาะดอร์(พูโลคอนดอร์ = Pulo Condore ซึ่งในตอนนั้นอยู่นอกฝั่งประเทศกัมพูชาแต่ปัจจุบันอยู่นอกชายฝั่งของเวียดนามใต้)ให้แก่ฝรั่งเศส

ข้างฝ่ายทูตของฝรั่งเศสก็ตระหนักถึงความต้องการของประเทศไทยที่จะนำประเทศฝรั่งเศสมาคานอำนาจกับประเทศสหราชอาณาจักร จึงได้เสนอขอเรียกร้องของฝ่ายตนบ้างว่าเมื่อประเทศไทยกลัวประเทศสหราชอาณาจักรมากเช่นนี้ก็ควรจะยอมเป็นรัฐอารักขาของประเทศฝรั่งเศสไปเสียเลย

เมื่อเจอกับข้อเสนอของฝ่ายประเทศฝรั่งเศสเช่นนี้เข้า ทางฝ่ายผู้นำไทยก็ไม่ยอมตกลงตามความเห็นแก่ได้ของประเทศตะวันตกชาตินี้

การเจรจาระหว่างประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศสเกี่ยวกับเหตุการณ์ในช่วงนี้มีปรากฏอยู่ในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงส่งไปถึงหัวหน้าของคณะทูตไทยที่พระองค์ส่งไปเจรจาที่กรุงปารีสลงวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1867 

ใจความสำคัญตอนหนึ่งของพระราชหัตถเลขาฉบับนี้มีความโดยสรุปว่า เมื่อมองติญญีเดินทางมาที่กรุงเทพฯได้พยายามชวนประเทศไทยให้ตกเป็นรัฐอารักขาของประเทศฝรั่งเศสโดยการหว่านล้อมๆต่างๆนานาด้วยการใช้ข้ออ้างว่าเมื่อประเทศไทยกลัวอันตรายจากประเทศสหราชอาณาจักรก็ควรมาเป็นรัฐอารักขาของประเทศฝรั่งเศสเสีย แต่คนไทยไม่ใช่เป็นพวกที่จะชักชวนแบบนั้นได้ง่ายๆ เขาได้ใช้วิธีการหว่านล้อมต่างๆตลอดช่วงเวลาที่เขาอยู่ที่นี่

ความเกรงกลัวประเทศฝรั่งเศสไม่ได้ทำให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยินยอมให้ประเทศไทยตกเป็นรัฐอารักขาของประเทศฝรั่งเศส

แต่พระองค์ได้ทรงพยายามต่อไปที่จะดึงดูดความสนใจของมหาอำนาจยุโรปชาติอื่น และได้ทรงลงพระนามในสนธิสัญญาทางไมตรีและการค้ากับประเทศต่างๆเหล่านี้

ประเทศมหาอำนาจในยุโรปที่พระองค์ได้ทำสนธิสัญญาด้วย ได้แก่ เดนมาร์ก โปรตุเกส ฮอลแลนด์ รัสเซีย เบลเยียม อิตาลี นอร์เวย์ และสวีเดน

ก่อนจะสิ้นสุดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศฝรั่งเศสได้กลายเป็นประเทศที่คุกคามต่อความมั่นคงของประเทศไทยมากที่สุด

ทั้งนี้เพราะจักรวรรดินิยมฝรั่งเศสเมื่อได้เวียดนามเป็นอาณานิคมแล้ว ก็ได้เข้าแทนที่เวียดนามในการคุกคามไทยโดยได้มีข้ออ้างและข้อเรียกร้องเหมืนอย่างที่จักรพรรดิเวียดนามในอดีตเคยอ้างและเรียกร้องจากประเทศไทย

ในปี ค.ศ. 1862 ประเทศฝรั่งเศสได้ลงนามในสนธิสัญญากับพระมหากษัตริย์ของเวียดนาม(อันนาม)โดยยกโคชิน-ไชนา(เวียดนามตอนใต้)ให้แก่ฝรั่งเศส

ประเทศฝรั่งเศสจึงได้เริ่มแผ่อำนาจเข้ามาในกัมพูชาซึ่งทั้งประเทศไทยและประเทศเวียดนามต่างอ้างสิทธิในความเป็นเจ้าของ

หลังจากได้ประเทศเวียดนามทั้งประเทศเป็นอาณานิคมแล้ว ประเทศฝรั่งเศสก็ได้นำเสนอทฤษฎีว่าเมื่อตนเป็นเจ้าของเวียดนามทั้งหมดแล้วตนก็ต้องเป็นทายาทของคำกล่าวอ้างของเวียดนามทั้งหมดด้วยเช่นกัน

ในปี ค.ศ. 1863 ประเทศฝรั่งเศสได้ลงนามในสนธิสัญญากับพระมหากษัตริย์กัมพูชาโดยให้คำรับรองว่ากัมพูชายอมรับอำนาจการปกครองของประเทศฝรั่งเศส

แต่ในทัศนะของฝ่ายผู้นำไทยเห็นว่า สนธิสัญญาฉบับบี้ได้มาโดยการใช้กำลังบังคับและเป็นการฝืนความต้องการของทั้งประเทศกัมพูชาและประเทศไทย

เมื่อต้องเผชิญกับการก้าวร้าวของฝรั่งเศสในทางภาคตะวันออกของประเทศ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพบว่าเป็นการยากที่จะรักษาผลประโยชน์ทางการเมืองและทางยุทธศาสตร์ที่มีมายาวนานในประเทศกัมพูชาได้ทั้งนี้เพราะในทางภาคตะวันตก ประเทศไทยก็ยังต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากประเทศสหราชอาณาจักร

ภายใต้สถานการณ์ที่ต้องเผชิญภัยคุกคามทั้งสองด้านในขณะเดียวกันเช่นนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงกล้าที่จะนำประเทศสหราชอาณาจักรมาคานอำนาจกับประเทศฝรั่งเศสเพราะทรงเกรงไปว่าประเทศสหราชอาณาจักรจะได้โอกาสยึดประเทศไทยเป็นอาณานิคม

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ ทางหนึ่งทรงทำการเจรจาโดยตรงกับประเทศฝรั่งเศส กับอีกทางหนึ่งคือขอความช่วยเหลือจากประเทศสหราชอาณาจักรโดยเสี่ยงกับการที่ต้องสูญเสียเอกราชของประเทศไทย

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทางเลือก 2 ทางนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ทรงปรึกษาหารือกับคณะทูตไทยของพระองค์ในกรุงปารีสอยู่อย่างต่อเนื่อง ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาไปถึงคณะทูตไทยดังกล่าวมีใจความตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยจะต้องตัดสินใจว่าจะไปทางไหนดี คือ ระหว่างการว่ายทวนแม่น้ำไปสร้างมิตรกับจระเข้(ประเทศฝรั่งเศส) หรือว่ายออกทะเลไปเจอกับปลาวาฬ(ประเทศสหราชอาณาจักร)

เมื่อต้องเผชิญกับการบีบบังคับทั้งทางด้านการทูตและทางด้านการทหารจากประเทศฝรั่งเศส พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงเลือกหนทางแรก กล่าวคือ เมื่อปี ค.ศ. 1867 พระองค์ได้ลงพระนามในสนธิสัญญาโดยฝ่ายประเทศไทยยอมสละสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในประเทศกัมพูชา เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่ประเทศฝรั่งเศสให้การรับรองประเทศไทยได้ควบคุม 2 จังหวัดของประเทศกัมพูชาคือ เสียมราฐ และพระตะบอง

ทั้งเสียมราฐและพระตะบองแม้ว่าจะเป็นดินแดนของกัมพูชา แต่ในความเป็นจริงได้ตกมาอยู่ในความปกครองของประเทศไทยมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1795

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงยอมที่จะทรงใช้ยุทธวิธีนำมหาอำนาจหนึ่งมาคานกับอีกมหาอำนาจหนึ่งคือนำประเทศสหราชอาณาจักรมาคานอำนาจกับประเทศฝรั่งเศส และได้ทรงตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องเสียสละอำนาจและอิทธิพลเดิมของประเทศไทยที่มีเหนือประเทศกัมพูชาทั้งนี้ก็เพื่อรักษาเอกราชของประเทศไทย อันเป็นการเสียสละประโยชน์ส่วนน้อยเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนใหญ่.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น