นโยบายถ่วงดุลอำนาจในความสัมพันธ์กับต่างประเทศของไทยได้ถูกสานต่อโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ซึ่งเสด็จขึ้นครองราชสมบัติระหว่าง ค.ศ. 1851-ค.ศ.1868
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงประสบความสำเร็จในการดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อดำรงไว้ซึ่งเอกราชของประเทศไทย
เมื่อเป็นเช่นนี้การทูตอันชาญฉลาดของพระองค์จึงเป็นสิ่งควรค่าแก่การศึกษา
ดังที่นักประวัติศาสตร์ชาวตะวันตกชื่อฮอลล์(Hall) ได้ตั้งข้อสังเกตว่า
”น่าจะไม่มากไปที่จะกล่าวว่า สยาม(ประเทศไทย)เป็นหนี้บุญคุณต่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยิ่งกว่ากษัตริย์พระองค์ใดในข้อเท็จจริงที่ว่า
ประเทศสยาม(ประเทศไทย)รักษาเอกราชชองตนเองไว้ได้เมื่อตอนสิ้นสุดคริสต์ศตวรรษที่ 19
รัฐอื่นทั้งหมดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของยุโรป”
ในตอนเริ่มต้นของรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยมีความกลัวว่าความคงอยู่ชองประเทศไทยในฐานะประเทศที่เป็นเอกราชจะตกอยู่ในภาวะอันตราย
ทั้งนี้เพราะกระแสของลัทธิขยายดินแดนของจักรวรรดินิยมได้ไหลบ่าเข้ามาอย่างท่วมพ้นไปทั่วทุหนแห่ง
ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยไม่ญาณใดๆพอที่จะล่วงรู้ได้ว่าประเทศสหราชอาณาจักรจะไม่แผ่อำนาจออกจากพม่าเข้ามาสู่ดินแดนของประเทศไทย
ในปี ค.ศ. 1852
อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติแล้วนั้น
ประเทศสหราชอาณาจักรได้เริ่มสงครามอังกฤษ-พม่า ครั้งที่ 2
ซึ่งยังผลให้ประเทศอังกฤษทำการผนวกมณฑลพะโคหรือหงสาวดี
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงถูกกระตุ้นจากความกลัวประเทศสหราชอาณาจักรจึงได้ทรงริเริ่มที่จะเอาใจประเทศมหาอำนาจชาตินี้
โดยเมื่อปี ค.ศ. 1855 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงดำเนินการที่สอดคล้องกับแนวทางของการเอาอกเอาใจประเทศสหราชอาณาจักรด้วยการลงพระนามในสนธิสัญญามิตรภาพและการค้ากับประเทศมหาอำนาจชาตินี้
ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยต้องสูญเสียอิสรภาพทางด้านการศาล
ได้มีการจัดตั้งศาลกงสุลของอังกฤษในกรุงเทพฯและทำให้เกิดสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของไทย
นอกจากนั้นแล้วสนธิสัญญาดังกล่าวยังได้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการกำหนดพิกัดของภาษีสินขาค้าเข้าและสินค้าขาออกซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศสหราชอาณาจักรมีอิสระเป็นอย่างมากในด้านการค้า
ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีนโยบายผ่อนปรนทางด้านการค้าและทางด้านการศาลนี้ก็เพราะทรงมีความกลัวยิ่งกว่าที่ทรงนับถือและทรงชื่นชอบประเทศสหราชอาณาจักร
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและที่ปรึกษาของพระองค์ถือว่าประเทศสหราชอาณาจักรเป็นประเทศทรราชย์ที่เข้ามายึดเอเชียทั้งภูมิภาค
บรรดาผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยนำโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ให้ความผ่อนปรนทั้งทางด้านการค้าและทางด้านการศาลในครั้งนี้ก็เพราะมีความกลัวเป็นอย่างมากต่อประเทศสหราชอาณาจักร
และเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศสหราชอาณาจักรมีความฮึกเหิมทำการเรียกร้องต่อประเทศไทยมากขึ้นๆ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงแสดงออกถึงความเป็นผู้ทรงมีความเชี่ยวชาญทางการทูตเช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวในการดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยวิธีการคานและดุลอำนาจในความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงติดต่อกับประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศฝรั่งเศสซึ่งขณะนั้นมีแสนยานุภาพทางเรือเทียบเท่ากับแสนยานุภาพทางเรือของประเทศสหราชอาณาจักร
ในปี ค.ศ. 1856 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงนามในสนธิสัญญามิตรไมตรีและการค้ากับประเทศกับทั้งสหรัฐอเมริกาและประเทศฝรั่งเศส
แต่ก่อนที่จะลงนามในสนธิสัญญากับประเทศสหรัฐอเมริกานั้น
ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยมีความประทับใจกับท่าทีของประเทศนี้ที่มีต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก
นายเทาน์เซนด์ แฮร์ริส(Townsend Harris) ซึ่งถูกส่งจากประเทศสหรัฐอเมริกา(สมัยประธานาธิบดีแฟรงกลิน
เพียซ= Franklin Pierce) มายังประเทศไทยเพื่อให้มาทำสนธิสัญญากับประเทศไทยได้แสดงความปรารถนาดีของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาต่อประเทศไทย
และนายแฮร์ริสได้ปฏิเสธเรื่องที่สหรัฐอเมริกามีความต้องการดินแดนใดๆจากประเทศไทย
และเขาได้แสดงให้เห็นถึงข้อแตกต่างระหว่างนโยบายของประเทศสหรัฐอเมริกากับนโยบายของประเทศสหราชอาณาจักร
นายแฮรฺริสได้แจ้งแก่ผู้นำของไทยว่า สหรัฐอเมริกาไม่มีอาณานิคมในภูมิภาคตะวันออก
และก็ไม่มีความต้องการที่จะมีด้วย เพราะว่ารูปแบบของการปกครองของสหรัฐอเมริกาห้ามไม่ให้มีอาณานิคม
และภารกิจของเขาในประเทศไทยถูกกำหนดมาให้สถาปนาความสัมพันธ์ทางด้านการค้าเท่านั้น
พระสมุหะกลาโหมของไทย(ซึ่งมีฐานะเทียบเท่านายกรัฐมนตรี)มีความพึงพอใจกับท่าทีของสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก
และในความพยายามทางการทูตที่จะใช้สหรัฐอเมริกามาถ่วงดุลอำนาจกับประเทศสหราชอาณาจักร
พระสมุหะกลาโหมได้กล่าว่าคนไทยรักคนอเมริกันเพราะคนอเมริกันไม่เคยมาสร้างความลำบากให้แก้คนไทยหรือแก่ผู้ใดในภูมิภาคตะวันออก
พระสมุหะกลาโหมได้กล่าวชื่นชมคนอเมริกันต่อไปว่า
คนอเมริกันไม่ต้องการพิชิตดินแดนใดๆในภูมิภาคตะวันออก และมิชชันนารีอเมริกันก็มีคุณค่าอย่างมหาศาลต่อคนไทยโดยได้สอนศิลปะที่มีคุณค่าต่างๆให้อย่างมากมาย
ข้างพระยาพระคลัง รัฐมนตรีว่าการพาณิชย์และกิจการต่างประเทศไทย
ในขณะที่กล่าวชื่นชมและแสดงความนับถือคนอเมริกัน ก็ได้เสนอต่อนายแฮร์ริสว่า
ทางประเทศไทยอยากให้เขียนลงมาตราหนึ่งหนึ่งมาตราใดในสนธิสัญญาโดยระบุว่า
ในกรณีที่เกิดปัญหากับมหาอำนาจตะวันตก(ประเทศสหราชอาณาจักร)สหรัฐอเมริกาจะมาทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสิน
แต่ทว่าความต้องการของพระยาพระคลังซึ่งต้องการดึงสหรัฐอเมริกาให้มาเกี่ยวข้องทางการเมืองได้รับการปฏิเสธ
นายแฮร์ริสได้กล่าวขอบคุณพระยาพระคลังที่ได้เสนอแนะดังกล่าว และได้ให้คำมั่นสัญญากับพระยาพระคลังว่าไม่จำเป็นต้องมีข้อบัญญัติในสนธิสัญญาก็ได้
เพราะถึงอย่างไรสหรัฐอเมริกาก็มีความรู้สึกเป็นพันธะแห่งมิตรภาพที่จะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องเช่นนั้นอยู่แล้ว
จากท่าทีของนายแฮร์ริสที่แสดงออกมาทางคำพูด ก็ได้นำไปสู่การลงนามในสนธิสัญญาไทย-อเมริกันซึ่งฝ่ายไทยได้ทำการผ่อนปรนแก่สหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกับที่ให้แก่ประเทศสหราชอาณาจักร
ต่อจากนั้นประเทศไทยได้หันไปทางประเทศฝรั่งเศสอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งคณะทูตฝรั่งเศสภายใต้การนำของมองซิเออร์
เอ็ม.เดอ มองติญญี
ได้รอคอยอยู่ที่ปากน้ำเจ้าพระยาเพื่อให้คณะทูตของสหรัฐอเมริกาเดินทางออกไปจากประเทศไทยเสียก่อน
ก่อนที่คณะทูตของประเทศฝรั่งเศสจะเดินทามาที่ประเทศไทยในครั้งนี้ ทางประเทศไทยได้แสดงออกถึงท่าทีที่อยากจะเจรจาสนธิสัญญาทางการค้ากับประเทศฝรั่งเศสในช่วงปลายปี
ค.ศ. 1851
รัฐบาลของประเทศฝรั่งเศสจึงได้มอบอำนาจให้พลเรือเอก ลาปิแอร์ (Admiral Lapierre)
ผู้บัญชาการสถานีทหารเรือของรียูเนียนไอส์แลนด์และอินโดจีนให้มาทำสนธิสัญญากับรัฐบาลของประเทศไทยโดยยึดหลักปฏิบัติอย่างชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (most-favored nation) ทั้งนี้โดยใช้แนวทางเดียวกับสนธิสัญญาที่ได้เจรจากันเรียบร้อยแล้วกับโคชิน-ไชนา
(เวียดนาม) และมัสกัต(โอมาน)
แต่พลเรือเอกลาปิแอร์ไม่ได้เดินทางมายังประเทศไทยตามที่ได้รับมอบหมายในภารกิจนี้
ทั้งนี้เพราะฝรั่งเศสได้เกิดสงครามกับรัสเซียเสียก่อน
ประเทศฝรั่งเศสจึงได้รอคอยมาจวบจนถึงปี ค.ศ. 1856
จึงได้มอบหมายให้มองซิเออร์ มองติญญีเดินทางมาที่กรุงเทพฯเพื่อทำการเจรจาและลงนามในสนธิสัญญากับประเทศไทย
ภารกิจของมองซิเออร์มองติญญีนอกจากจะมาที่ประเทศไทยแล้วก็ให้เดินทางต่อไปยังกัมพูชาและอันนาม(เวียดนาม)
ในการติดต่อกับประเทศฝรั่งเศสนั้น
ฝ่ายผู้นำไทยรู้เป็นอย่างดีว่าประเทศฝรั่งเศสมีผลประโยชน์ที่ผสมผสานกันระหว่างผลประโยชน์ทางการค้า
ผลประโยชน์ทางศาสนาและผลประโยชน์ทางการเมืองในตะวันออกไกล
ดังนั้นเพื่ออำนวยผลประโยชน์ด้านต่างๆของประเทศฝรั่งเศส
ทางผู้นำไทยก็ได้ลงนามในสนธิสัญญาทางการค้าและการพาณิชย์กับประเทศฝรั่งเศสโดยในบทบัญญัติของสนธิสัญญามีลักษณะคล้ายกับสนธิสัญญาที่ประเทศไทยทำกับประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศสหราชอาณาจักร
เนื่องจากภารกิจของมองซิเออร์มองติญญีที่ส่งมายังประเทศไทยมีความโยงใยถึงกิจกรรมของมิชชันนารีในพื้นที่นี้ด้วย
ทางผู้นำไทยก็ได้ให้เสรีภาพแก่มิชชันนารีฝรั่งเศสได้ดำเนินงานเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันแคทอลิกในประเทศไทยด้วย
ในระหว่างที่กำลังเจรจาเพื่อลงนามในสนธิสัญญากับคณะทูตของประเทศฝรั่งเศสนั้น
ทางผู้นำไทยได้แสดงท่าทีว่าต้องการให้ประเทศฝรั่งเศสมาเป็นประเทศเพื่อนบ้านของประเทศไทย
ทั้งนี้โดยทางผู้นำไทยได้เสนอว่าประเทศไทยจะยกเกาะดอร์(พูโลคอนดอร์ = Pulo
Condore ซึ่งในตอนนั้นอยู่นอกฝั่งประเทศกัมพูชาแต่ปัจจุบันอยู่นอกชายฝั่งของเวียดนามใต้)ให้แก่ฝรั่งเศส
ข้างฝ่ายทูตของฝรั่งเศสก็ตระหนักถึงความต้องการของประเทศไทยที่จะนำประเทศฝรั่งเศสมาคานอำนาจกับประเทศสหราชอาณาจักร
จึงได้เสนอขอเรียกร้องของฝ่ายตนบ้างว่าเมื่อประเทศไทยกลัวประเทศสหราชอาณาจักรมากเช่นนี้ก็ควรจะยอมเป็นรัฐอารักขาของประเทศฝรั่งเศสไปเสียเลย
เมื่อเจอกับข้อเสนอของฝ่ายประเทศฝรั่งเศสเช่นนี้เข้า ทางฝ่ายผู้นำไทยก็ไม่ยอมตกลงตามความเห็นแก่ได้ของประเทศตะวันตกชาตินี้
การเจรจาระหว่างประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศสเกี่ยวกับเหตุการณ์ในช่วงนี้มีปรากฏอยู่ในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงส่งไปถึงหัวหน้าของคณะทูตไทยที่พระองค์ส่งไปเจรจาที่กรุงปารีสลงวันที่
4 มีนาคม ค.ศ. 1867
ใจความสำคัญตอนหนึ่งของพระราชหัตถเลขาฉบับนี้มีความโดยสรุปว่า เมื่อมองติญญีเดินทางมาที่กรุงเทพฯได้พยายามชวนประเทศไทยให้ตกเป็นรัฐอารักขาของประเทศฝรั่งเศสโดยการหว่านล้อมๆต่างๆนานาด้วยการใช้ข้ออ้างว่าเมื่อประเทศไทยกลัวอันตรายจากประเทศสหราชอาณาจักรก็ควรมาเป็นรัฐอารักขาของประเทศฝรั่งเศสเสีย
แต่คนไทยไม่ใช่เป็นพวกที่จะชักชวนแบบนั้นได้ง่ายๆ
เขาได้ใช้วิธีการหว่านล้อมต่างๆตลอดช่วงเวลาที่เขาอยู่ที่นี่
ความเกรงกลัวประเทศฝรั่งเศสไม่ได้ทำให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยินยอมให้ประเทศไทยตกเป็นรัฐอารักขาของประเทศฝรั่งเศส
แต่พระองค์ได้ทรงพยายามต่อไปที่จะดึงดูดความสนใจของมหาอำนาจยุโรปชาติอื่น
และได้ทรงลงพระนามในสนธิสัญญาทางไมตรีและการค้ากับประเทศต่างๆเหล่านี้
ประเทศมหาอำนาจในยุโรปที่พระองค์ได้ทำสนธิสัญญาด้วย ได้แก่ เดนมาร์ก
โปรตุเกส ฮอลแลนด์ รัสเซีย เบลเยียม อิตาลี นอร์เวย์ และสวีเดน
ก่อนจะสิ้นสุดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ประเทศฝรั่งเศสได้กลายเป็นประเทศที่คุกคามต่อความมั่นคงของประเทศไทยมากที่สุด
ทั้งนี้เพราะจักรวรรดินิยมฝรั่งเศสเมื่อได้เวียดนามเป็นอาณานิคมแล้ว ก็ได้เข้าแทนที่เวียดนามในการคุกคามไทยโดยได้มีข้ออ้างและข้อเรียกร้องเหมืนอย่างที่จักรพรรดิเวียดนามในอดีตเคยอ้างและเรียกร้องจากประเทศไทย
ในปี ค.ศ. 1862 ประเทศฝรั่งเศสได้ลงนามในสนธิสัญญากับพระมหากษัตริย์ของเวียดนาม(อันนาม)โดยยกโคชิน-ไชนา(เวียดนามตอนใต้)ให้แก่ฝรั่งเศส
ประเทศฝรั่งเศสจึงได้เริ่มแผ่อำนาจเข้ามาในกัมพูชาซึ่งทั้งประเทศไทยและประเทศเวียดนามต่างอ้างสิทธิในความเป็นเจ้าของ
หลังจากได้ประเทศเวียดนามทั้งประเทศเป็นอาณานิคมแล้ว
ประเทศฝรั่งเศสก็ได้นำเสนอทฤษฎีว่าเมื่อตนเป็นเจ้าของเวียดนามทั้งหมดแล้วตนก็ต้องเป็นทายาทของคำกล่าวอ้างของเวียดนามทั้งหมดด้วยเช่นกัน
ในปี ค.ศ. 1863 ประเทศฝรั่งเศสได้ลงนามในสนธิสัญญากับพระมหากษัตริย์กัมพูชาโดยให้คำรับรองว่ากัมพูชายอมรับอำนาจการปกครองของประเทศฝรั่งเศส
แต่ในทัศนะของฝ่ายผู้นำไทยเห็นว่า สนธิสัญญาฉบับบี้ได้มาโดยการใช้กำลังบังคับและเป็นการฝืนความต้องการของทั้งประเทศกัมพูชาและประเทศไทย
เมื่อต้องเผชิญกับการก้าวร้าวของฝรั่งเศสในทางภาคตะวันออกของประเทศ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพบว่าเป็นการยากที่จะรักษาผลประโยชน์ทางการเมืองและทางยุทธศาสตร์ที่มีมายาวนานในประเทศกัมพูชาได้ทั้งนี้เพราะในทางภาคตะวันตก
ประเทศไทยก็ยังต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากประเทศสหราชอาณาจักร
ภายใต้สถานการณ์ที่ต้องเผชิญภัยคุกคามทั้งสองด้านในขณะเดียวกันเช่นนี้
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงกล้าที่จะนำประเทศสหราชอาณาจักรมาคานอำนาจกับประเทศฝรั่งเศสเพราะทรงเกรงไปว่าประเทศสหราชอาณาจักรจะได้โอกาสยึดประเทศไทยเป็นอาณานิคม
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ
ทางหนึ่งทรงทำการเจรจาโดยตรงกับประเทศฝรั่งเศส
กับอีกทางหนึ่งคือขอความช่วยเหลือจากประเทศสหราชอาณาจักรโดยเสี่ยงกับการที่ต้องสูญเสียเอกราชของประเทศไทย
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทางเลือก 2 ทางนี้
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ทรงปรึกษาหารือกับคณะทูตไทยของพระองค์ในกรุงปารีสอยู่อย่างต่อเนื่อง
ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาไปถึงคณะทูตไทยดังกล่าวมีใจความตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยจะต้องตัดสินใจว่าจะไปทางไหนดี
คือ ระหว่างการว่ายทวนแม่น้ำไปสร้างมิตรกับจระเข้(ประเทศฝรั่งเศส)
หรือว่ายออกทะเลไปเจอกับปลาวาฬ(ประเทศสหราชอาณาจักร)
เมื่อต้องเผชิญกับการบีบบังคับทั้งทางด้านการทูตและทางด้านการทหารจากประเทศฝรั่งเศส
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงเลือกหนทางแรก กล่าวคือ เมื่อปี ค.ศ.
1867 พระองค์ได้ลงพระนามในสนธิสัญญาโดยฝ่ายประเทศไทยยอมสละสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในประเทศกัมพูชา
เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่ประเทศฝรั่งเศสให้การรับรองประเทศไทยได้ควบคุม 2
จังหวัดของประเทศกัมพูชาคือ เสียมราฐ และพระตะบอง
ทั้งเสียมราฐและพระตะบองแม้ว่าจะเป็นดินแดนของกัมพูชา แต่ในความเป็นจริงได้ตกมาอยู่ในความปกครองของประเทศไทยมาตั้งแต่ปี
ค.ศ. 1795
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงยอมที่จะทรงใช้ยุทธวิธีนำมหาอำนาจหนึ่งมาคานกับอีกมหาอำนาจหนึ่งคือนำประเทศสหราชอาณาจักรมาคานอำนาจกับประเทศฝรั่งเศส
และได้ทรงตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องเสียสละอำนาจและอิทธิพลเดิมของประเทศไทยที่มีเหนือประเทศกัมพูชาทั้งนี้ก็เพื่อรักษาเอกราชของประเทศไทย
อันเป็นการเสียสละประโยชน์ส่วนน้อยเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนใหญ่.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น