ท่าทีโดยรวมของรัฐบาลไทยชุดต่างๆต่ออินโดจีนฝรั่งเศสในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ไม่ได้แตกต่างในทางสาระไปจากท่าทีของรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงครามในช่วงก่อนสงคราม
กล่าวคือ
บรรดาผู้กำหนดนโยบายของไทยไม่ยอมประนีประนอมกับการยอมสูญเสียดินแดนที่ฝรั่งเศสใช้กำลังบีบบังคับได้ไปจากไทยในระหว่างปี
ค.ศ. 1893 ถึง ค.ศ.1907
ผู้นำไทยทั้งหลายมีท่าทีแสดงความชื่นชอบต่อบรรดากลุ่มชาตินิยมอินโดจีนที่ทำการต่อต้านฝรั่งเศส
การที่ฝ่ายไทยมีท่าทีเช่นนี้ เพราะ:
ประการที่ 1 ก็เนื่องมาจากไทยมีความรู้สึกต่อต้านฝรั่งเศสอย่างเข้ากระดูกดำ
ประการที่ 2 ก็เพราะไทยมีความรู้สึกต่อต้านมหาอำนาจตะวันตกทั้งหลายซึ่งมีท่าทีที่ไม่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายประเทศไทยในกรณีที่ต้องคืนดินแดนให้แก่ฝรั่งเศส
ประการที่ 3 นั้นเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับยุทธการของฝ่ายไทย กล่าวคือ:
ประการที่ 1.ฝ่ายไทยต้องการจะให้พวกชาตินิยมเหล่านี้มาช่วยบั่นทอนพลังและสร้างความอ่อนแอให้แก่ฝรั่งเศสในอินโดจีน
ประการที่ 2
ฝ่ายไทยต้องการจะได้ความได้เปรียบในดุลอำนาจในระดับภูมิภาคหากฝรั่งเศสถอนตัวออกไปจากอินโดจีนแล้ว
ส่วนข้อที่การพิพาทระหว่างฝรั่งเศสกับไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองสามารถแก้ให้ลุล่วงไปได้ด้วยสันติวิธีนั้นก็เพราะ:
ประการที่ 1 มหาอำนาจที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้มีจำนวนจำกัด
คือมีเพียงประเทศสหราชอาณาจักรและประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ซึ่งประเทศไทยไม่ได้รับความสนับสนุนในเรื่องนี้จากทั้งประเทศสหราชอาณาจักรและประเทศสหรัฐอเมริกา
เพราะทั้งสองมหาอำนาจดังกล่าวได้ยืนยันว่าประเทศไทยต้องคืนดินแดนที่มีข้อขัดแย้งกันนั้นให้แก่ประเทศฝรั่งเศสเท่านั้น
ประการที่ 2 เมื่อมหาอำนาจมีจำนวนจำกัดดังกล่าว
บรรดาผู้กำหนดนโยบายของไทยจึงมีโอกาสไม่มากที่จะเล่นเกมดึงมหาอำนาจหนึ่งมาคานกับอีกมหาอำนาจหนึ่ง
ซึ่งแตกต่างจากในช่วงก่อนสงคราม เพราะในตอนนั้นไทยได้นำประเทศสหราชอาณาจักรมาคานและดุลกับฝรั่งเศสในทุกครั้งที่ไทยมีความขัดแย้งกับฝรั่งเศส
สำหรับที่ความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับไทยในช่วงหลังสงครามไม่ค่อยจะแนบแน่นระหว่างกัน
ซึ่งแตกต่างจากช่วงก่อนสงคราม ที่อิทธิพลและความนิยมอังกฤษในประเทศไทยตั้งอยู่บนพื้นฐานของทัศนะแบบโบราณว่าประเทศสหราชอาณาจักรได้เข้ามาช่วยคุ้มครองประเทศไทยจากการรุกรานของฝรั่งเศสมาโดยตลอด
ทว่านับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง สถานะของประเทศสหราชอาณาจักรได้ตกต่ำลงในประเทศไทยเพราะ:
ประการที่ 1 ประเทศสหราชอาณาจักรถูกมองว่าเป็นผู้มีบทบาทในการบีบบังคับประเทศไทยโดยเรียกร้องข้าวฟรีจากประเทศไทยและมีความต้องการจะช่วยฝรั่งเศสให้ได้ดินแดนที่ขัดแย้งกันอยู่นั้นคืนโดยปราศจากเงื่อนไข
กับทั้งได้มีแนวโน้มของความคิดเกิดขึ้นในหมู่ของผู้นำไทยว่าเพราะกองกำลังของอังกฤษได้เข้ามาปลดอาวุธของทหารญี่ปุ่นในประเทศไทยนี่เองจึงเป็นหนทางให้ฝรั่งเศสได้กลับเข้ายึดครองอินจีนได้อีกครั้งหนึ่ง
ประการที่ 2 สืบเนื่องมาจากเรื่องเรื่องเกี่ยวกับจังหวัดต่างๆทางภาคใต้ของประเทศไทย
กล่าวคือ เมื่อปี ค.ศ. 1946 ชาวมาเลย์ที่อยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทยได้เรียกร้องขอความคุ้มครองไปทางอังกฤษ
ทางผู้นำไทยมีความระแวงว่าประเทศสหราชอาณาจักรให้ความสนับสนุนขบวนการแยกดินแดน
จากความตึงเครียดในความสัมพันธ์อังกฤษ-ไทยนี่เอง ทำให้ผู้นำไทยหันไปพึ่งพาสหรัฐอเมริกาเพื่อให้มาช่วยเหลือต้านทานข้อเรียกร้องและแรงกดดันของฝรั่งเศส
แต่อย่างไรก็ดีทางผู้นำไทยก็ไม่ประสบความสำเร็จในการชี้นำสหรัฐอเมริกาให้มาสนับสนุนข้อเรียกร้องของประเทศไทยอย่างเป็นกอบเป็นกำ
ยกเว้นข้อเรียกร้องบางอย่างที่ไทยต้องการนำมาเพื่อช่วยรักษาหน้าของประเทศเอาไว้เท่านั้น
ส่วนปัญหาที่ว่าเพราะเหตุใดจึงแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศฝรั่งเศสกับประเทศไทยได้อย่างสันตินั้น
ก็คือ :
ประการที่1.ทั้งประเทศฝรั่งเศสและประเทศไทยไม่อยู่ในฐานะที่จะใช้กำลังเพื่อสนับสนุนการทูต
โดยข้างฝ่ายประเทศไทยได้พยายามที่จะไม่เผชิญหน้าทางทหารกับประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีความเข้มแข็งกว่าทางด้านทหารและก็ยังได้รับการหนุนหลังโดยกองกำลังของอังกฤษอีกด้วย
ส่วนฝ่ายฝรั่งเศสนั้นก็มัวแต่ยุ่งอยู่กับการเตรียมการเพื่อกลับคืนมาปกครองปกครองอินโดจีนจึงไม่ต้องการใช้กำลังทหารต่อประเทศไทย
ประการที่ 2 ฝรั่งเศสเองหากต้องการใช้กำลังทหารต่อประเทศไทยก็จะถูกสหรัฐอเมริกาขัดขวางไม่ให้กระทำอย่างนั้นได้
จากเหตุผลประการที่ 2 จึงอาจพูดได้ว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาได้เข้าแทนที่ประเทศสหราชอาณาจักรทำหน้าที่เป็นผู้คานอำนาจของฝรั่งเศส
กิจกรรมและบทบาทของสหรัฐอเมริกาในกรณีขัดแย้งเรื่องดินแดนระหว่างฝรั่งเศสกับไทยก็ดี
และการเข้าแทรกแซงของสหรัฐอเมริกาก่อนหน้านี้คือในสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างอังกฤษกับไทยเมื่อเดือนมกราคม
ค.ศ. 1946 ก็ดี ได้เป็นตัวเสริมสร้างอิทธิพลและความนิยมของสหรัฐอเมริกาในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี
ในการดำเนินการกับฝ่ายไทยเกี่ยวกับดินแดนที่มีพิพาทกันอยู่นั้น ทางฝ่ายฝรั่งเศสมีภาษีเหนือกว่าไทยมาก
กล่าวคือ:
ประการที่ 1 ฝรั่งเศสสามารถใช้สิทธิของประเทศฝรั่งเศสในฐานะเป็น 1 ใน
5 ชาติของสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความคงแห่งสหประชาชาติในการยับยั้งประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกของสหประชาชาติซึ่งเป็นความสำคัญในอันดับแรกของนโยบายต่างประเทศของไทยภายหลังสงครามแปซิฟิกยุติลง
ประการที่ 2 ในด้านการโฆษณาชวนเชื่อนั้น ฝ่ายฝรั่งเศสยืนยันว่าดินแดนที่มีข้อพิพาทกับไทยนั้นฝรั่งเศสจะนำไปคืนให้แก่กัมพูชาและลาวซึ่งจะได้เป็นอาณาจักรที่มีเอกราช
ไม่ใช่เป็นการคืนให้แก่ประเทศฝรั่งเศสในฐานะที่เจ้าเจ้าอาณานิคม ซึ่งในระหว่างที่ยังมีข้อพิพาทเรื่องดินแดนระหว่างฝรั่งเศสกับไทยอยู่นั้น
ทางเจ้านโรดม สีหนุแห่งกัมพูชาก็ได้เดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกาและกรุงปารีส
ประเทศฝรั่งเศส หลายครั้ง และเจ้าสีหนุได้ตรัสว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลของกัมพูชาและมติมหาชนของประเทศกัมพูชามีความหวังว่าประเทศฝรั่งเศสจะได้ช่วยเหลือนำดินแดนที่ขัดแย้งกันอยู่นั้นกลับคืนมามอบให้แก่ราชอาณาจักรของพระองค์
ว่ากันในทางด้านกฎหมายนั้น ทางฝ่ายประเทศไทยไม่สามารถนำข้อกฎหมายข้อใดมาอ้างเพื่อที่จะปฏิเสธการคืนดินแดนดังกล่าวให้แก่ประเทศฝรั่งเศส
และยิ่งไปกว่านั้นประเทศไทยก็ยากที่จะท้าทายประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีสถานะเป็นคู่สงครามอย่างเป็นทางการอยู่กับประเทศไทยในขณะนั้นได้
ว่ากันในทางด้านศีลธรรมและในทางประวัติศาสตร์นั้น ประเทศไทยมีสิทธิ์ที่จะมีความรู้สึกไม่พอใจว่าดินแดนที่ขัดแย้งกันอยู่นี้เป็นดินแดนที่ฝรั่งเศสใช้กำลังแย่งชิงเอาไปจากประเทศไทยในช่วง
50 ปีก่อนหน้านี้ และประเทศไทยก็มีสิทธิ์ที่จะหวังต่อไปว่า ชาวลาวซึ่งมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดทางด้านภาษาและทางด้านชาติพันธุ์กับชาวไทยจะได้มาอยู่ร่วมกับฝ่ายประเทศไทยยิ่งกว่าจะอยู่ในสมาพันธ์อินโดจีนฝรั่งเศส
กับคนต่างชาติต่างสายพันธุ์อย่างชาวเวียดนามและชาวกัมพูชา
แต่สำหรับสำหรับดินแดนที่มีผู้พำนักอาศัยเป็นชาวกัมพูชานั้น
ประเทศไทยไม่สามารถจะใช้ข้ออ้างในเรื่องชาติพันธุ์มาอ้างได้เนื่องจากชาวกัมพูชาและชาวไทยเป็นคนละชาติพันธุ์
ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาเป็นศัตรูกันมากกว่าเป็นมิตรกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลมาแล้ว
บรรดาผู้นำฝ่ายพลเรือนของประเทศไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ได้รับประโยชน์จากการสมคบคิดกับขบวนการชาตินิยมในอินโดจีน ดังนี้:
ประการที่ 1 ฝ่ายไทยสามารถใช้นักชาตินิยมจากอินจีนเหล่านี้ทำลายสถานะความแข็งแกร่งทางทหารของฝรั่งเศสในอินโดจีนลงไปได้ในขณะที่ประเทศไทยมีความอ่อนแอทางด้านการทหารเมื่อเทียบกับฝรั่งเศส
ประการที่ 2
การมีกองกำลังติดอาวุธของพวกชาตินิยมอินโดจีนในประเทศไทยได้ทำหน้าที่เป็นกองกำลังส่วนหน้าที่จะช่วยต้านทานกองกำลังของฝรั่งเศสที่จะปฏิบัติการทางทหารข้ามพรมแดนเข้ายังประเทศไทยได้
ประการที่ 3 ความปลอดภัยของประเทศไทยจากการโจมตีของฝรั่งเศสก็ยังได้รับการประกันจากการที่มีเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับโอเอสเอส
(O.S.S. Office of Strategic Services)ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีความรู้สึกต่อต้านฝรั่งเศสและลัทธิล่าอาณานิคมแต่ให้ความเห็นอกเห็นใจต่อขบวนการชาตินิยมต่างๆในอินจีน
ซึ่งเป็นความรู้สึกแบบเดียวกับของผู้นำไทย
แต่อย่างไรก็ดี นโยบายต่างประเทศโดยรวมของไทยต่ออินโดจีนจีนฝรั่งเศสได้ยุติลงด้วยผลที่เป็นไปในทางลบต่อผู้นำฝ่ายพลเรือนของไทย
กล่าวคือ ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดของผู้นำพลเรือนของไทยกับบางพวกบางกลุ่มที่นิยมคอมมิวนิสต์ของขบวนการชาตินิยมในอินจีน(โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเวียดมินห์)
ตลอดจนการมีท่าทีที่นิยมชมชอบไปทางสหภาพโซเวียต ได้ทำลายเกียรติภูมิของพวกผู้นำฝ่ายพลเรือนไทย
ในกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรและในกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา
เมื่อประเทศสหราชอาณาจักร และประเทศสหรัฐอเมริกาได้กำหนดนโยบายต่างประเทศของตนใหม่โดยนำปัจจัยทางด้านคอมมิวนิสต์ซึ่งมีความสำคัญทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลกมาพิจารณา
ทั้งสองชาติมหาอำนาจนี้ต่างก็มองหาบรรดาผู้นำไทยที่มีท่าทีต่อต้านคอมมิวนิสต์และนิยมฝ่ายตะวันตกว่ามีผู้ใดอยู่บ้าง
แต่ทว่าผู้นำไทยที่มีลักษณะดังกล่าวไม่สามารถหาได้ในหมู่ของผู้นำฝ่ายพลเรือนของไทย
จะมีก็แต่ในหมู่ของผู้นำฝ่ายทหารอย่างเช่นจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ได้หวนกลับคืนสู่อำนาจภายหลังการก่อรัฐประหารเมื่อวันที่
8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1947 เท่านั้น.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น