วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง



ห้วงเวลาตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนถึงปลายทศวรรษที่ 1932 มหาอำนาจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือประเทศสหราชอาณาจักรและประเทศฝรั่งเศส 

ความมั่นคงของชาติของประเทศไทยจึงขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้กำหนดนโยบายของไทยที่จะถ่วงดุลความทะเทอทะยานของสองมหาอำนาจนี้ 

ก่อนปี ค.ศ. 1932 ประเทศไทยได้เริ่มระแวงว่าประเทศญี่ปุ่นอาจจะเข้ามาแทนที่ประเทศฝรั่งเศสในฐานะมหาอำนาจที่สำคัญมากเป็นอันดับสองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

แนวโน้มในข้อนี้ซึ่งส่อแววให้เห็นในการเปลี่ยนแปลนโยบายต่างประเทศของไทย ได้สร้างความวิตกกังวลให้แก่ประเทศอังกฤษและประเทศฝรั่งเศสอยู่ไม่น้อย 

ภายหลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทยจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่การปกครองแบบประชาธิปไตยเมื่อปี ค.ศ. 1932 นั้น นายแอนดรู เอ.ฟรีแมน(Andrew A. Freeman) ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ประเทศสยาม(ประเทศไทย)ได้เปิดประตูหน้าต้อนรับพี่ใหญ่แห่งเอเชีย และเปิดประตูหลังให้ประเทศสหราชอาณาจักรและประเทศฝรั่งเศสซึ่งเป็นผู้คุ้มครองของสยามตั้งแต่โบราณกาลออกไป

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งในความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1933 เมื่อคณะผู้แทนของประเทศไทยที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้รับคำสั่งจากรัฐบาลไทยให้งดเว้นออกเสียงในสันนิบาตชาติเกี่ยวกับมติไม่เห็นด้วยกับการปฏิบัติการทางทหารของประเทศญี่ปุ่นในแมนจูเรีย 

ถึงแม้ว่าการงดเว้นอออกเสียงครั้งนี้อาจจะเป็นลักษณะของนโยบายถ่วงดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจที่ผู้กำหนดนโยบายของไทยนิยมนำมาใช้ก็ตาม

แต่ในหมู่นักสังเกตการณ์ชาวยุโรปมีความเกรงกลัวไปว่า การกระทำของประเทศไทยในครั้งนี้น่าจะเป็นการเข้าข้างประเทศญี่ปุ่นมากกว่า

 ในหมู่นักสังเกตการณ์ชาวยุโรปดังกล่าวก็มีนายฟรีแมน(Freeman)อยู่ในนั้นด้วย นายฟรีแมนคนนี้ได้เขียนถึงเรื่องนี้ในปี ค.ศ. 1936 ว่า นับตั้งแต่วิกฤติการณ์แมนจูเรียแล้วประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นได้เข้ามาใกล้ชิดกันมากขึ้นจนกระทั่งว่าทุกวันนี้(ค.ศ. 1936) การณ์ปรากฏว่าดินแดนแห่งช้างเผือกได้ขับเคลื่อนรถของตนไปให้วิ่งไปตามดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้นอย่างรวดเร็วของนิปปอน(ญี่ปุ่น)เสียแล้ว 

ในช่วงทศวรรษ 1930 ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นได้ปรากฏออกมาอย่างชัดแจน การโฆษณาชวนเชื่อของญี่ปุ่นต่อประเทศไทยมีหนาหูหนาตามากยิ่งขึ้น 

บรรดาหนังสือพิมพ์ในกรุงโตเกียวได้ตีพิมพ์เผยแพร่เกี่ยวกับการเรียกร้องดินแดนคืนของประเทศไทย คณะผู้แทนของประเทศญี่ปุ่นหลากหลายคณะได้เดินทางมาประเทศไทย ซึ่งมีทั้งคณะผู้แทนทางเศรษฐกิจ และคณะผู้แทนทางวัฒนธรรม 

ข้างฝ่ายผู้แทนของประเทศไทย ก็ได้รับเชิญให้ไปประชุมที่ประเทศญี่ปุ่นเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนในตะวันออกไกล  

ทางประเทศญี่ปุ่นได้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปญี่ปุ่นของบรรดานักสื่อสารมวลชนชาวไทย มีการเสนอให้ทุนแก่นักศึกษาไทยได้ไปศึกษาเล่าเรียนในประเทศญี่ปุ่น 

ได้มีความพยายามที่จะทำการโฆษณาชวนเชื่อว่าประเทศญี่ปุ่นก็เป็นประเทศพระพุทธศาสนาเป็นเช่นเดียวกับประเทศไทย 

มีการโฆษณาชวนเชื่อในเรื่องของระเบียบใหม่(New Order)ในเอเชีย และของเอเชียสำหรับประชาชนชาวเอเชีย ส่วนการค้าของญี่ปุ่นในประเทศไทยก็ได้เพิ่มขึ้นในห้วงเวลานี้จนกระทั่งได้กลายเป็นอันดับสองรองลงมาจากจักรวรรดิอังกฤษ(British Empire)

ประเทศญี่ปุ่นถือว่าประเทศไทยมีความสำคัญทั้งทางยุทธศาสตร์และทางเศรษฐกิจต่อการเคลื่อนตัวลงทางใต้ของประเทศญี่ปุ่น 

ในข้อนี้ได้ถูกกล่าวพาดพิงถึงในหนังสือชื่อ Japan Must Fight Britain ซึ่งเขียนโดย นายทหารยศนาวาตรีของญี่ปุ่นชื่อ Lt. Comdre. Tota Ishimaru โดยนายนาวาตรีโตตา อิชิมารุ ได้เขียนไว้เมื่อปี ค.ศ. 1936 ว่า:

“ประเทศนี้(ประเทศไทย)ตั้งอยู่ที่ด้านเหนือสุดของคาบสมุทรมาเลย์....และประเทศนี้จะเป็นกองหนุนให้พวกเราสามารถปฏิบัติการต่อสิงคโปร์ได้เป็นอย่างดี การเป็นพันธมิตรของประเทศสยามกับพวกเราจะช่วยให้เกิดการฮุกฮือก่อการปฏิวัติของประชาชนของอินเดีย และจะทำให้สิงคโปร์ตกอยู่ในฐานะอันตรายได้---พวกเราต้องไม่ลืมว่าความสัมพันธ์ของพวกเรากับสยามมีทั้งด้านยุทธศาสตร์และด้านการค้า”

ในขบวนการทางการเมืองต่างๆ เช่น ขบวนการรวมกลุ่มเอเชีย(Pan-Asia Movement) หรือ ขบวนการเอเชียเพื่อชาวเอเชีย  (Asia for the Asiatics) ต่างมีประเทศไทยเข้าไปอยู่ในขบวนการเหล่านี้ด้วย และผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยต่างทราบเป็นอย่างดีก่อนที่นาวาตรีโตตา อิชิมารุจะได้ตีพิมพ์หนังสือของเขาเสียอีก 

ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1934 พระมิตรกรรมรักษา อัครราชทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่น ได้รายงานให้กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้  และท่านอัครราชทูตคนเดียวกันนี้ก็ได้รายงานด้วยว่า ประเทศญี่ปุ่นได้กำลังพยายามที่จะบรรลุข้อตกลงผ่อนปรนกับจีนเกี่ยวกับแมนจูเรีย ซึ่งหลังจากนั้นแล้วญี่ปุ่นก็จะดำเนินโครงการเอเชียเพื่อคนเอเชีย ประเทศญี่ปุ่นจะให้ประชาชนอินเดียลุกฮือขึ้นปฏิวัติในอินเดียของอังกฤษและหลังจากนั้นก็จะใช้ประเทศไทยเป็นฐานเพื่อส่งอาวุธไปให้ประชาชนอินเดีย

หากว่าผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยมีความประสงค์จะไม่ยุ่งเกี่ยวในขบวนการรวมกลุ่มเอเชียของประเทศญี่ปุ่น ดังกล่าว แต่เหตุการณ์การแข่งขันและต่อสู้ทางการเมืองภายในของประเทศไทยในปี ค.ศ. 1933 ก็ได้ขัดขวางมิให้ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยต้องกระทำเช่นนั้นได้

พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา และพันตรีแปลก พิบูลสงครามซึ่งในตอนนั้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกและรองผู้บัญชาการทหารบกตามลำดับ ได้ใช้ประเทศญี่ปุ่นมาเป็นปัจจัยในการคานอำนาจกับประเทศสหราชอาณจักรและประเทศฝรั่งเศส
 
กล่าวคือ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1933 เมื่อพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาและพันตรี แปลก พิบูลสงครามทำการรัฐประหารถอดถอนพระยามโนปกรณ์นิติธาดาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว 

นายทหารทั้งสองคนนี้มีความกลัวว่าประเทศฝรั่งเศสและประเทศสหราชอาณาจักรอาจจะเข้ามาแทรกแซงช่วยเหลือให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดากลับคืนสู่อำนาจได้ 

ในวันที่ทำการัฐประหารนั้น นายทหารผู้วางแผนในการทำรัฐประหารทั้งสองคนนี้ได้เชิญนายยาตาเบ ยาสุกิชิ (Yatabe Yasukishi) อัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย มาที่กองบัญชาการของคณะรัฐประหาร และได้ชี้แจงให้ฟังท่านอัครราชทูตญี่ปุ่นว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในฐานะลำบากเพราะมีความกลัวว่าจะได้รับการต่อต้านจากมหาอำนาจตะวันตกและมีความหวังที่จะพึ่งพิงประเทศญี่ปุ่น 

ท่านอัครราชทูตยาตาเบได้แสดงความเห็นอกเห็นใจคณะผู้วางแผนกระทำรัฐประหารและได้ให้คำมั่นสัญญาว่าประเทศญี่ปุ่นจะจัดหาทุนและเทคโนโลยีให้แก่รัฐบาลใหม่ของไทยเพื่อช่วยให้ประเทศไทยมีอิสระจากอิทธิพลของประเทศยุโรป 

แต่นายยาตาเบได้เรียกร้องจากฝ่ายคณะวางแผนรัฐประหารว่า ขอให้ประเทศไทยให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศญี่ปุ่นในด้านเศรษฐกิจและด้านการค้า และขอให้ปฏิบัติต่อประเทศญี่ปุ่นให้มีฐานะเท่าเทียมกับประเทศสหราชอาณาจักรกับขอให้ตั้งที่ปรึกษาชาวญี่ปุ่นทำงานตามกระทรวงทบวงกรมต่างๆของรัฐบาลไทย

ต่อมาได้เกิดการปฏิวัติซ้อนของพระองค์เจ้าบวรเดช เรียกกันว่า กบฏบวรเดช เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1933  และเป็นเหตุการณ์ที่ได้ดึงให้ญี่ปุ่นได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย 

ข่าวในเชิงลึกบอกว่า ประเทศอังกฤษและประเทศฝรั่งเศสให้การสนับสนุนการปฏิวัติซ้อนของพระองค์เจ้าบวรเดช ส่วนประเทศญี่ปุ่นก็ได้ให้การสนับสนุนฝ่ายต่อต้านการการกบฏโดยการนำของพระยาพหลพลพยุหเสนาและนายพันตรีแปลก พิบูลสงคราม
ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกที่ได้แสดงความยินดีกับกองทัพของฝ่ายรัฐบาลที่ประสบความสำเร็จในการปราบกบฏครั้งนี้ได้
ภายหลังจากการกบฏนี้แล้วรัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนาก็ยังมีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากประเทศญี่ปุ่นต่อไปเนื่องจากว่าพระองค์เจ้าบวรเดชได้ลี้ภัยไปอยู่ในอินโดจีนฝรั่งเศส 

และก็มีรายงานในทางลับว่าพระองค์เจ้าบวรเดชและเชื้อพระวงศ์หลายท่านซึ่งได้ลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ในอินโดจีน มลายา และดัตช์ อีสต์ อินดีส(อินโดนีเซีย) ได้พยายามที่จะนำระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลับมาใช้กับประเทศไทยด้วยความช่วยเหลือของมหาอำนาจยุโรปอีกครั้งหนึ่ง

ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศสหราชอาณาจักรและประเทศฝรั่งเศสไม่มีความราบรื่น แต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นกลับมีความใกล้ชิดสนิดสนมกันมากทั้งในด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมืองและด้านวัฒนธรรม  ที่ปรึกษาชาวญี่ปุ่นได้เข้าแทนที่ที่ปรึกษาชาวยุโรปในทุกกระทรวงทบวงกรรมของรัฐบาลไทย 

นายทหารบกและนายทหารเรือไทยได้ถูกส่งไปฝึกในประเทศญี่ปุ่นแทนที่จะไปกันในประเทศตะวันตก สมาชิกของรัฐสภาใหม่ของไทยได้เดินทางไปยังกรุงโตเกียวในนามคณะผู้แทนมิตรภาพ 

การค้าของประเทศไทยที่เคยกระทำกับประเทศในยุโรปก็ได้หันเหไปยังประเทศญี่ปุ่น  บริษัทญี่ปุ่นได้สร้างอุปกรณ์ต่างๆให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย และสร้างเรือรบให้แก่ราชนาวีไทย มีการวางแผนที่จะเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นประเทศปลูกฝ้ายเพื่อส่งฝ้ายดิบไปให้ประเทศญี่ปุ่น 

เมื่อถึงปี ค.ศ. 1936 ประเทศไทยได้นำเข้าสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นประเภท ดินระเบิด เชื้อประทุ และสายลวดฟิวส์ ตลอดจนเรือดำน้ำระวางขับน้ำ 4 ลำสำหรับราชนาวีไทยอีกด้วย 
 
นอกจากนั้นแล้วประเทศไทยยังได้สั่งต่อเรือรบตรวจการณ์ชายฝั่งจำนวน 2 ลำจากประเทศญี่ปุ่น คือ เรือหลวงธนบุรี และเรือหลวงศรีอยุธยา 

การที่มีการสั่งต่อเรือและซื้อเรือดำน้ำในครั้งนี้ ก็เป็นช่วงภายหลังจากหลวงสินธุสงครามชัย นายทหารที่มีอิทธิพลมากที่สุดในราชนาวีไทยพร้อมด้วยนายทหารเรืออื่นๆได้รับเชิญให้ไปเยือนประเทศญี่ปุ่นและสังเกตการณ์การฝึกทางทหารของจักรพรรดินาวีญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1934 

ในระหว่างพำนักอยู่ในประเทศญี่ปุ่นคณะนายทหารแห่งราชนาวีไทยได้รับแจ้งข่าวสารจากนายทหารเรือญี่ปุ่นว่า ประเทศญี่ปุ่นจะติดเขี้ยวเล็บ(อาวุธ)ให้แก่”กองทัพเรือขนาดเล็กมากของสยาม” เพื่อให้สามารถต่อกรกับราชนาวีอังกฤษได้บ้างทางด้านแนวรบสิงคโปร์เมื่อเกิดเหตุการณ์การสู้รบกันระหว่างประเทศสหราชอาณาจักรกับประเทศญี่ปุ่น

พลเรือตรีสังวร สุวรรณชีพ ซึ่งตอนนั้นได้เดินทางไปกับคณะนายทหารราชนาวีในคราวนั้นด้วย ได้เปิดเผยในบันทึกความทรงจำของเขาว่า เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นได้พยายามเอาอกเอาใจชาวไทยและได้พยายามสร้างความรู้สึกต่อต้านอังกฤษให้เกิดขึ้นในหมู่ของนายทหารแห่งราชนาวีไทย

ในทัศนะของชาวอังกฤษมีความเห็นเกี่ยวกับหลวงสินธุสงครามชัยว่า หลวงสิทธิสงครามชัยผู้นี้ ได้รับการศึกษาทางการทหารเรือจากประเทศเดนมาร์ก ซึ่งก็ต้องมีความนิยมชมชอบยุโรปเป็นธรรมดา แต่พอเขาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและเอาอกเอาใจจากทั้งรัฐบาลญี่ปุ่นและประชาชนพลเรือนญี่ปุ่นเข้าแล้วเขาก็ได้เปลี่ยนใจหันไปทางญี่ปุ่นในทันที เขาจึงได้กลายเป็นคนนิยมชมชอบประเทศญี่ปุ่นและต่อต้านประเทศตะวันตก เมื่อเขาได้เป็นผู้บัญชาการทหารเรือในปี ค.ศ. 1939 ราชนาวีไทยทั้งกองทัพก็มีแต่นิยมชมชอบประเทศญี่ปุ่นทั้งนั้น

ประเทศฝรั่งเศสมีความวิตกกังวลไม่เพียงแต่ในเรื่องความนิยมชมชอบญี่ปุ่นของหลวงสินธุสงครามชัยและราชนาวีไทยเท่านั้น แต่ยังได้วิตกกังวลในเรื่องที่ผู้บัญชาการทหารเรือผู้นี้ได้ปรับปรุงฐานทัพเรือที่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 

ทั้งนี้ฝ่ายฝรั่งเศสเห็นว่าฐานทัพเรือแห่งนี้เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อชายฝั่งของกัมพูชา และฝรั่งเศสก็ยังมีความวิตกกังวลร่วมกับฝ่ายอังกฤษเกี่ยวกับรายงานว่าประเทศญี่ปุ่นด้วยความเห็นชอบของฝ่ายไทยกำลังขุดคอคอดกระที่อยู่กึ่งกลางระหว่างพม่าตอนใต้กับมลายาตอนเหนือ ทั้งนี้เพื่อจะได้ไม่ต้องให้เรือสัญจรผ่านทางสิงคโปร์ แม้ว่าจะได้ตรวจสอบแล้วพบว่ารายงานดังกล่าวไม่เป็นความจริงก็ตาม

แม้ว่าทางประเทศญี่ปุ่นจะเร่งเร้าให้ประเทศไทยยึดแนวทางและท่าทีต่อต้านอังกฤษอย่างเปิดเผย แต่ฝ่ายประเทศไทยก็ยังไม่ต้องการแสดงจุดยืนเช่นนั้นออกมา 

ทั้งนี้เพราะพวกคนไทยที่ต้องการดินแดนคืนจากประเทศตะวันตกมีความตระหนักว่า ยังไม่ถึงเวลาที่คนไทยจะเปิดศึกสองด้านด้วยการสร้างความขัดเคืองใจแก่ประเทศสหราชอาณาจักรและประเทศฝรั่งเศสในเวลาเดียวกัน เพราะเป้าหมายแรกของพวกเรียกร้องคืนมีความเห็นว่าควรมุ่งไปที่อินโดจีนเป็นอันดับแรกก่อน

พวกผู้นำไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งพันตรี แปลก พิบูลสงครามซึ่งคณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เห็นว่าอินโดจีนตกอยู่ในฐานะล่อแหลมว่าทางมลายา 

เพราะฉะนั้นในปี ค.ศ. 1936 เขาจึงได้แจ้งแก่นายยาตาเบ ยาสุกิชิ อัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยถึงเรื่องนี้และบอกด้วยว่า ฝ่ายไทยจะดำเนินการทุกอย่างเพื่อให้ได้ดินแดนที่สูญเสียไปในอินโดจีนกลับคืนมาโดยความช่วยเหลือของประเทศญี่ปุ่น และฝ่ายไทยจะตอบแทนประเทศญี่ปุ่นด้วยการเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นเมื่อเกิดสงคราม

จึงเป็นอันว่าเมื่อนายพันตรี แปลก พิบูลสงครามได้ตัดสินใจที่จะพึ่งพาประเทศญี่ปุ่นในการดำเนินนโยบายเรียกร้องดินแดนคืนในอินโดจีน และจึงได้ส่งผลให้เกิดการตึงเครียดตามพรมแดนประเทศไทย-อินโดจีนระหว่าง ค.ศ. 1937- ค.ศ. 1938.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น