ห้วงเวลาตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนถึงปลายทศวรรษที่ 1932
มหาอำนาจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือประเทศสหราชอาณาจักรและประเทศฝรั่งเศส
ความมั่นคงของชาติของประเทศไทยจึงขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้กำหนดนโยบายของไทยที่จะถ่วงดุลความทะเทอทะยานของสองมหาอำนาจนี้
ก่อนปี ค.ศ. 1932
ประเทศไทยได้เริ่มระแวงว่าประเทศญี่ปุ่นอาจจะเข้ามาแทนที่ประเทศฝรั่งเศสในฐานะมหาอำนาจที่สำคัญมากเป็นอันดับสองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แนวโน้มในข้อนี้ซึ่งส่อแววให้เห็นในการเปลี่ยนแปลนโยบายต่างประเทศของไทย
ได้สร้างความวิตกกังวลให้แก่ประเทศอังกฤษและประเทศฝรั่งเศสอยู่ไม่น้อย
ภายหลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทยจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่การปกครองแบบประชาธิปไตยเมื่อปี
ค.ศ. 1932 นั้น นายแอนดรู เอ.ฟรีแมน(Andrew A. Freeman) ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า
ประเทศสยาม(ประเทศไทย)ได้เปิดประตูหน้าต้อนรับพี่ใหญ่แห่งเอเชีย
และเปิดประตูหลังให้ประเทศสหราชอาณาจักรและประเทศฝรั่งเศสซึ่งเป็นผู้คุ้มครองของสยามตั้งแต่โบราณกาลออกไป
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งในความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นเกิดขึ้นเมื่อวันที่
24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1933 เมื่อคณะผู้แทนของประเทศไทยที่นครเจนีวา
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้รับคำสั่งจากรัฐบาลไทยให้งดเว้นออกเสียงในสันนิบาตชาติเกี่ยวกับมติไม่เห็นด้วยกับการปฏิบัติการทางทหารของประเทศญี่ปุ่นในแมนจูเรีย
ถึงแม้ว่าการงดเว้นอออกเสียงครั้งนี้อาจจะเป็นลักษณะของนโยบายถ่วงดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจที่ผู้กำหนดนโยบายของไทยนิยมนำมาใช้ก็ตาม
แต่ในหมู่นักสังเกตการณ์ชาวยุโรปมีความเกรงกลัวไปว่า การกระทำของประเทศไทยในครั้งนี้น่าจะเป็นการเข้าข้างประเทศญี่ปุ่นมากกว่า
ในหมู่นักสังเกตการณ์ชาวยุโรปดังกล่าวก็มีนายฟรีแมน(Freeman)อยู่ในนั้นด้วย
นายฟรีแมนคนนี้ได้เขียนถึงเรื่องนี้ในปี ค.ศ. 1936 ว่า
นับตั้งแต่วิกฤติการณ์แมนจูเรียแล้วประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นได้เข้ามาใกล้ชิดกันมากขึ้นจนกระทั่งว่าทุกวันนี้(ค.ศ.
1936)
การณ์ปรากฏว่าดินแดนแห่งช้างเผือกได้ขับเคลื่อนรถของตนไปให้วิ่งไปตามดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้นอย่างรวดเร็วของนิปปอน(ญี่ปุ่น)เสียแล้ว
ในช่วงทศวรรษ 1930
ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นได้ปรากฏออกมาอย่างชัดแจน
การโฆษณาชวนเชื่อของญี่ปุ่นต่อประเทศไทยมีหนาหูหนาตามากยิ่งขึ้น
บรรดาหนังสือพิมพ์ในกรุงโตเกียวได้ตีพิมพ์เผยแพร่เกี่ยวกับการเรียกร้องดินแดนคืนของประเทศไทย
คณะผู้แทนของประเทศญี่ปุ่นหลากหลายคณะได้เดินทางมาประเทศไทย
ซึ่งมีทั้งคณะผู้แทนทางเศรษฐกิจ และคณะผู้แทนทางวัฒนธรรม
ข้างฝ่ายผู้แทนของประเทศไทย
ก็ได้รับเชิญให้ไปประชุมที่ประเทศญี่ปุ่นเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนในตะวันออกไกล
ทางประเทศญี่ปุ่นได้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปญี่ปุ่นของบรรดานักสื่อสารมวลชนชาวไทย
มีการเสนอให้ทุนแก่นักศึกษาไทยได้ไปศึกษาเล่าเรียนในประเทศญี่ปุ่น
ได้มีความพยายามที่จะทำการโฆษณาชวนเชื่อว่าประเทศญี่ปุ่นก็เป็นประเทศพระพุทธศาสนาเป็นเช่นเดียวกับประเทศไทย
มีการโฆษณาชวนเชื่อในเรื่องของระเบียบใหม่(New Order)ในเอเชีย และของเอเชียสำหรับประชาชนชาวเอเชีย
ส่วนการค้าของญี่ปุ่นในประเทศไทยก็ได้เพิ่มขึ้นในห้วงเวลานี้จนกระทั่งได้กลายเป็นอันดับสองรองลงมาจากจักรวรรดิอังกฤษ(British
Empire)
ประเทศญี่ปุ่นถือว่าประเทศไทยมีความสำคัญทั้งทางยุทธศาสตร์และทางเศรษฐกิจต่อการเคลื่อนตัวลงทางใต้ของประเทศญี่ปุ่น
ในข้อนี้ได้ถูกกล่าวพาดพิงถึงในหนังสือชื่อ Japan Must Fight
Britain ซึ่งเขียนโดย นายทหารยศนาวาตรีของญี่ปุ่นชื่อ Lt. Comdre. Tota
Ishimaru โดยนายนาวาตรีโตตา อิชิมารุ ได้เขียนไว้เมื่อปี
ค.ศ. 1936 ว่า:
“ประเทศนี้(ประเทศไทย)ตั้งอยู่ที่ด้านเหนือสุดของคาบสมุทรมาเลย์....และประเทศนี้จะเป็นกองหนุนให้พวกเราสามารถปฏิบัติการต่อสิงคโปร์ได้เป็นอย่างดี
การเป็นพันธมิตรของประเทศสยามกับพวกเราจะช่วยให้เกิดการฮุกฮือก่อการปฏิวัติของประชาชนของอินเดีย
และจะทำให้สิงคโปร์ตกอยู่ในฐานะอันตรายได้---พวกเราต้องไม่ลืมว่าความสัมพันธ์ของพวกเรากับสยามมีทั้งด้านยุทธศาสตร์และด้านการค้า”
ในขบวนการทางการเมืองต่างๆ เช่น ขบวนการรวมกลุ่มเอเชีย(Pan-Asia
Movement) หรือ ขบวนการเอเชียเพื่อชาวเอเชีย (Asia for the Asiatics) ต่างมีประเทศไทยเข้าไปอยู่ในขบวนการเหล่านี้ด้วย
และผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยต่างทราบเป็นอย่างดีก่อนที่นาวาตรีโตตา อิชิมารุจะได้ตีพิมพ์หนังสือของเขาเสียอีก
ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1934 พระมิตรกรรมรักษา อัครราชทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่น
ได้รายงานให้กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้ และท่านอัครราชทูตคนเดียวกันนี้ก็ได้รายงานด้วยว่า
ประเทศญี่ปุ่นได้กำลังพยายามที่จะบรรลุข้อตกลงผ่อนปรนกับจีนเกี่ยวกับแมนจูเรีย
ซึ่งหลังจากนั้นแล้วญี่ปุ่นก็จะดำเนินโครงการเอเชียเพื่อคนเอเชีย
ประเทศญี่ปุ่นจะให้ประชาชนอินเดียลุกฮือขึ้นปฏิวัติในอินเดียของอังกฤษและหลังจากนั้นก็จะใช้ประเทศไทยเป็นฐานเพื่อส่งอาวุธไปให้ประชาชนอินเดีย
หากว่าผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยมีความประสงค์จะไม่ยุ่งเกี่ยวในขบวนการรวมกลุ่มเอเชียของประเทศญี่ปุ่น
ดังกล่าว แต่เหตุการณ์การแข่งขันและต่อสู้ทางการเมืองภายในของประเทศไทยในปี ค.ศ.
1933 ก็ได้ขัดขวางมิให้ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยต้องกระทำเช่นนั้นได้
พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา และพันตรีแปลก
พิบูลสงครามซึ่งในตอนนั้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกและรองผู้บัญชาการทหารบกตามลำดับ ได้ใช้ประเทศญี่ปุ่นมาเป็นปัจจัยในการคานอำนาจกับประเทศสหราชอาณจักรและประเทศฝรั่งเศส
กล่าวคือ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1933 เมื่อพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาและพันตรี
แปลก
พิบูลสงครามทำการรัฐประหารถอดถอนพระยามโนปกรณ์นิติธาดาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว
นายทหารทั้งสองคนนี้มีความกลัวว่าประเทศฝรั่งเศสและประเทศสหราชอาณาจักรอาจจะเข้ามาแทรกแซงช่วยเหลือให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดากลับคืนสู่อำนาจได้
ในวันที่ทำการัฐประหารนั้น
นายทหารผู้วางแผนในการทำรัฐประหารทั้งสองคนนี้ได้เชิญนายยาตาเบ ยาสุกิชิ (Yatabe
Yasukishi) อัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย มาที่กองบัญชาการของคณะรัฐประหาร
และได้ชี้แจงให้ฟังท่านอัครราชทูตญี่ปุ่นว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในฐานะลำบากเพราะมีความกลัวว่าจะได้รับการต่อต้านจากมหาอำนาจตะวันตกและมีความหวังที่จะพึ่งพิงประเทศญี่ปุ่น
ท่านอัครราชทูตยาตาเบได้แสดงความเห็นอกเห็นใจคณะผู้วางแผนกระทำรัฐประหารและได้ให้คำมั่นสัญญาว่าประเทศญี่ปุ่นจะจัดหาทุนและเทคโนโลยีให้แก่รัฐบาลใหม่ของไทยเพื่อช่วยให้ประเทศไทยมีอิสระจากอิทธิพลของประเทศยุโรป
แต่นายยาตาเบได้เรียกร้องจากฝ่ายคณะวางแผนรัฐประหารว่า ขอให้ประเทศไทยให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศญี่ปุ่นในด้านเศรษฐกิจและด้านการค้า
และขอให้ปฏิบัติต่อประเทศญี่ปุ่นให้มีฐานะเท่าเทียมกับประเทศสหราชอาณาจักรกับขอให้ตั้งที่ปรึกษาชาวญี่ปุ่นทำงานตามกระทรวงทบวงกรมต่างๆของรัฐบาลไทย
ต่อมาได้เกิดการปฏิวัติซ้อนของพระองค์เจ้าบวรเดช เรียกกันว่า
กบฏบวรเดช เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1933 และเป็นเหตุการณ์ที่ได้ดึงให้ญี่ปุ่นได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ข่าวในเชิงลึกบอกว่า ประเทศอังกฤษและประเทศฝรั่งเศสให้การสนับสนุนการปฏิวัติซ้อนของพระองค์เจ้าบวรเดช
ส่วนประเทศญี่ปุ่นก็ได้ให้การสนับสนุนฝ่ายต่อต้านการการกบฏโดยการนำของพระยาพหลพลพยุหเสนาและนายพันตรีแปลก
พิบูลสงคราม
ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกที่ได้แสดงความยินดีกับกองทัพของฝ่ายรัฐบาลที่ประสบความสำเร็จในการปราบกบฏครั้งนี้ได้
ภายหลังจากการกบฏนี้แล้วรัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนาก็ยังมีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากประเทศญี่ปุ่นต่อไปเนื่องจากว่าพระองค์เจ้าบวรเดชได้ลี้ภัยไปอยู่ในอินโดจีนฝรั่งเศส
และก็มีรายงานในทางลับว่าพระองค์เจ้าบวรเดชและเชื้อพระวงศ์หลายท่านซึ่งได้ลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ในอินโดจีน
มลายา และดัตช์ อีสต์ อินดีส(อินโดนีเซีย)
ได้พยายามที่จะนำระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลับมาใช้กับประเทศไทยด้วยความช่วยเหลือของมหาอำนาจยุโรปอีกครั้งหนึ่ง
ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศสหราชอาณาจักรและประเทศฝรั่งเศสไม่มีความราบรื่น
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นกลับมีความใกล้ชิดสนิดสนมกันมากทั้งในด้านเศรษฐกิจ
ด้านการเมืองและด้านวัฒนธรรม
ที่ปรึกษาชาวญี่ปุ่นได้เข้าแทนที่ที่ปรึกษาชาวยุโรปในทุกกระทรวงทบวงกรรมของรัฐบาลไทย
นายทหารบกและนายทหารเรือไทยได้ถูกส่งไปฝึกในประเทศญี่ปุ่นแทนที่จะไปกันในประเทศตะวันตก
สมาชิกของรัฐสภาใหม่ของไทยได้เดินทางไปยังกรุงโตเกียวในนามคณะผู้แทนมิตรภาพ
การค้าของประเทศไทยที่เคยกระทำกับประเทศในยุโรปก็ได้หันเหไปยังประเทศญี่ปุ่น
บริษัทญี่ปุ่นได้สร้างอุปกรณ์ต่างๆให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย
และสร้างเรือรบให้แก่ราชนาวีไทย
มีการวางแผนที่จะเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นประเทศปลูกฝ้ายเพื่อส่งฝ้ายดิบไปให้ประเทศญี่ปุ่น
เมื่อถึงปี ค.ศ. 1936 ประเทศไทยได้นำเข้าสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นประเภท
ดินระเบิด เชื้อประทุ และสายลวดฟิวส์ ตลอดจนเรือดำน้ำระวางขับน้ำ 4
ลำสำหรับราชนาวีไทยอีกด้วย
นอกจากนั้นแล้วประเทศไทยยังได้สั่งต่อเรือรบตรวจการณ์ชายฝั่งจำนวน 2
ลำจากประเทศญี่ปุ่น คือ เรือหลวงธนบุรี และเรือหลวงศรีอยุธยา
การที่มีการสั่งต่อเรือและซื้อเรือดำน้ำในครั้งนี้
ก็เป็นช่วงภายหลังจากหลวงสินธุสงครามชัย
นายทหารที่มีอิทธิพลมากที่สุดในราชนาวีไทยพร้อมด้วยนายทหารเรืออื่นๆได้รับเชิญให้ไปเยือนประเทศญี่ปุ่นและสังเกตการณ์การฝึกทางทหารของจักรพรรดินาวีญี่ปุ่นในปี
ค.ศ. 1934
ในระหว่างพำนักอยู่ในประเทศญี่ปุ่นคณะนายทหารแห่งราชนาวีไทยได้รับแจ้งข่าวสารจากนายทหารเรือญี่ปุ่นว่า
ประเทศญี่ปุ่นจะติดเขี้ยวเล็บ(อาวุธ)ให้แก่”กองทัพเรือขนาดเล็กมากของสยาม”
เพื่อให้สามารถต่อกรกับราชนาวีอังกฤษได้บ้างทางด้านแนวรบสิงคโปร์เมื่อเกิดเหตุการณ์การสู้รบกันระหว่างประเทศสหราชอาณาจักรกับประเทศญี่ปุ่น
พลเรือตรีสังวร สุวรรณชีพ
ซึ่งตอนนั้นได้เดินทางไปกับคณะนายทหารราชนาวีในคราวนั้นด้วย
ได้เปิดเผยในบันทึกความทรงจำของเขาว่า เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นได้พยายามเอาอกเอาใจชาวไทยและได้พยายามสร้างความรู้สึกต่อต้านอังกฤษให้เกิดขึ้นในหมู่ของนายทหารแห่งราชนาวีไทย
ในทัศนะของชาวอังกฤษมีความเห็นเกี่ยวกับหลวงสินธุสงครามชัยว่า
หลวงสิทธิสงครามชัยผู้นี้ ได้รับการศึกษาทางการทหารเรือจากประเทศเดนมาร์ก ซึ่งก็ต้องมีความนิยมชมชอบยุโรปเป็นธรรมดา
แต่พอเขาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและเอาอกเอาใจจากทั้งรัฐบาลญี่ปุ่นและประชาชนพลเรือนญี่ปุ่นเข้าแล้วเขาก็ได้เปลี่ยนใจหันไปทางญี่ปุ่นในทันที
เขาจึงได้กลายเป็นคนนิยมชมชอบประเทศญี่ปุ่นและต่อต้านประเทศตะวันตก
เมื่อเขาได้เป็นผู้บัญชาการทหารเรือในปี ค.ศ. 1939
ราชนาวีไทยทั้งกองทัพก็มีแต่นิยมชมชอบประเทศญี่ปุ่นทั้งนั้น
ประเทศฝรั่งเศสมีความวิตกกังวลไม่เพียงแต่ในเรื่องความนิยมชมชอบญี่ปุ่นของหลวงสินธุสงครามชัยและราชนาวีไทยเท่านั้น
แต่ยังได้วิตกกังวลในเรื่องที่ผู้บัญชาการทหารเรือผู้นี้ได้ปรับปรุงฐานทัพเรือที่
อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
ทั้งนี้ฝ่ายฝรั่งเศสเห็นว่าฐานทัพเรือแห่งนี้เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อชายฝั่งของกัมพูชา
และฝรั่งเศสก็ยังมีความวิตกกังวลร่วมกับฝ่ายอังกฤษเกี่ยวกับรายงานว่าประเทศญี่ปุ่นด้วยความเห็นชอบของฝ่ายไทยกำลังขุดคอคอดกระที่อยู่กึ่งกลางระหว่างพม่าตอนใต้กับมลายาตอนเหนือ
ทั้งนี้เพื่อจะได้ไม่ต้องให้เรือสัญจรผ่านทางสิงคโปร์
แม้ว่าจะได้ตรวจสอบแล้วพบว่ารายงานดังกล่าวไม่เป็นความจริงก็ตาม
แม้ว่าทางประเทศญี่ปุ่นจะเร่งเร้าให้ประเทศไทยยึดแนวทางและท่าทีต่อต้านอังกฤษอย่างเปิดเผย
แต่ฝ่ายประเทศไทยก็ยังไม่ต้องการแสดงจุดยืนเช่นนั้นออกมา
ทั้งนี้เพราะพวกคนไทยที่ต้องการดินแดนคืนจากประเทศตะวันตกมีความตระหนักว่า
ยังไม่ถึงเวลาที่คนไทยจะเปิดศึกสองด้านด้วยการสร้างความขัดเคืองใจแก่ประเทศสหราชอาณาจักรและประเทศฝรั่งเศสในเวลาเดียวกัน
เพราะเป้าหมายแรกของพวกเรียกร้องคืนมีความเห็นว่าควรมุ่งไปที่อินโดจีนเป็นอันดับแรกก่อน
พวกผู้นำไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งพันตรี แปลก พิบูลสงครามซึ่งคณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
เห็นว่าอินโดจีนตกอยู่ในฐานะล่อแหลมว่าทางมลายา
เพราะฉะนั้นในปี ค.ศ. 1936 เขาจึงได้แจ้งแก่นายยาตาเบ ยาสุกิชิ
อัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยถึงเรื่องนี้และบอกด้วยว่า ฝ่ายไทยจะดำเนินการทุกอย่างเพื่อให้ได้ดินแดนที่สูญเสียไปในอินโดจีนกลับคืนมาโดยความช่วยเหลือของประเทศญี่ปุ่น
และฝ่ายไทยจะตอบแทนประเทศญี่ปุ่นด้วยการเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นเมื่อเกิดสงคราม
จึงเป็นอันว่าเมื่อนายพันตรี แปลก
พิบูลสงครามได้ตัดสินใจที่จะพึ่งพาประเทศญี่ปุ่นในการดำเนินนโยบายเรียกร้องดินแดนคืนในอินโดจีน
และจึงได้ส่งผลให้เกิดการตึงเครียดตามพรมแดนประเทศไทย-อินโดจีนระหว่าง ค.ศ. 1937-
ค.ศ. 1938.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น