ลักษณะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของความรู้สึกทางชาตินิยมของไทย
คือ
ความต้องการที่จะเรียกร้องดินแดนคืนซึ่งในระยะแรกเป็นความรู้สึกของนายทหารเด็กๆในกองทัพบกและในกองทัพเรือเท่านั้น
การเรียกร้องดินแดนคืนนี้ มี 2 ด้าน
คือด้านประเทศฝรั่งเศส และด้านประเทศสหราชอาณาจักร
ด้านที่สำคัญและรุนแรงกว่า
คือด้านที่ต้องการได้ดินแดนต่างๆที่ประเทศไทยถูกบังคับจนต้องยอมสูญเสียให้แก่ประเทศฝรั่งเศสในช่วง
50 ปีหรือมากกว่านั้น
นายทหารเด็กๆเหล่านี้มีความเห็นว่านโยบายต่างประเทศของประเทศฝรั่งเศสต่อประเทศไทยเป็นนโยบายแข็งกร้าวและทะนงตัวมากเกินกว่าที่ไทยจะอดทนได้
คนไทยยังจดจำความโกรธและความขมขื่นใจในเหตุการณ์ในปี
ค.ศ. 1893
ที่ประเทศฝรั่งเศสสั่งให้เรือรบบุกเข้ามาทางแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงกรุงเทพฯแล้วยื่นคำขาดให้รัฐบาลไทยยกอินแดนให้แก่ประเทศฝรั่งเศสมิฉะนั้นแล้วเรือรบฝรั่งเศสจะใช้ปืนในเรือระดมยิงกรุงเทพฯให้พังพินาศ
ประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดความเกลียดชังประเทศฝรั่งเศสขึ้นในหมู่ของคนไทยและความรู้สึกเกลียดชังนี้ก็มีมาอย่างต่อเนื่องและต้องการจะได้ดินแดนทั้งหมดที่เคยสูญเสียไปไม่ว่าจะในครั้งใดคืนจากประเทศฝรั่งเศส
ส่วนอีกด้านคือทางประเทศสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นด้านที่มีความรุนแรงน้อยกว่านั้น
ขบวนการเรียกร้องดินแดนคืนของไทยต้องการดินแดนที่ประเทศไทยได้สูญเสียแก่ประเทศสหราชอาณาจักรตามข้อตกลงในสนธิสัญญาอังกฤษ-สยามปี
ค.ศ. 1909 ซึ่งไทยต้องยอมสละอำนาจเหนือ 4
รัฐมลายา คือ รัฐเคดาห์ รัฐเปอร์ลิส รัฐกลันตัน และรัฐตรังกานู
คำเรียกร้องขอคืนดินแดนที่สูญเสียให้แก่ประเทศสหราชอาณาจักรไม่รุนแรงมากนักเว้นเสียแต่ในหมู่นักชาตินิยมจัดของไทยเท่านั้น
ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะ :
เหตุผลข้อที่ 1 ทั้ง 4
รัฐเป็นเพียงหัวเมืองประเทศราชที่ส่งบรรณาการให้แก่ประเทศไทยทุกปี
ไมได้เข้ามาอยู่เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของประเทศไทย
เหตุผลข้อที่ 2 ประชาชนที่อยู่ในดินแดน 4
รัฐเหล่านั้นเป็นพวกชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์ซึ่งมีความแตกต่างจากชาวไทยพุทธทั้งในด้านเผ่าพันธุ์
ด้านภาษา และด้านศาสนา
เหตุผลข้อที่ 3 การถ่ายโอนอำนาจในปี ค.ศ. 1909
เป็นความยินอมโดยสมัครใจของรัฐบาลไทยในสมัยนั้นที่ต้องการใช้ดินแดนเหล่านี้เพื่อแลกกับการที่ประเทศสหราชอาณายกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในประเทศไทย
เหตุผลข้อที่ 4 นอกจากฝ่ายไทยจะได้อำนาจศาลเกี่ยวกับสิทธินอกอาณาเขตกลับคืนมาแล้ง
ทางฝ่ายไทยยังได้เงินกู้จากประเทศสหราชอาณาจักรจำนวน 4,000,000
ปอนด์เพื่อนำมาสร้างทางรถไฟสายใต้
จากเหตุผลทั้ง 4
ข้อดังกล่าวความรู้สึกต้องการได้ดินแดนไทยคืนทางด้านประเทศสหราชอาณาจักรจึงไม่มีความรุนแรงน้อยกว่า
แต่ที่นักชาตินิยมไทยต้องนำเรื่องขอคืนจากประเทศสหราชอาณาจักรมากล่าวอ้างด้วยนั้นก็เพราะต้องการใช้ข้ออ้างนี้ปกปิดข้ออ้างที่สมเหตุสมผลกว่าคือการขอดินแดนคืนจากประเทศฝรั่งเศส
นอกจากนั้นแล้วที่ท่าทีของไทยมีความแตกต่างกันในด้านทั้ง
2 นั้น ก็สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ:
ประการที่ 1
ประเทศสหราชอาณาจักรเป็นประเทศเพื่อนบ้านของประเทศไทยซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศไทย
2 ด้านคือด้านพม่าและด้านมลายา
และประเทศสหราชอาณาจักรเป็นมหาอำนาจที่เกรียงไกรที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประการที่ 2 หนี้สาธารณะของประเทศไทยอยู่ในกรุงลอนดอน
ประเทศสหราชอาณาจักร
ประการที่ 3
เรือสินค้าของอังกฤษขนส่งสินค้าเข้ามายังท่าเรือคลองเตยของประเทศไทยมีจำนวนตันมากเป็นอันดับสอง
ประการที่ 4 ในปี ค.ศ. 1939
จักรวรรดิอังกฤษมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศไทยโดยมีมูลค่าเกือบ 41
เปอร์เซ็นต์ของการค้าต่างประเทศของประเทศไทย
ขบวนการเรียกร้องดินแดนคืนของไทยได้เริ่มปรากฏต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกในปี
ค.ศ. 1936 เมื่อกองแผนที่ของกองทัพบกกระทรวงกลาโหมได้ตีพิมพ์
แผนที่พรมแดนโบราณของสยามเมื่อ 150 ปีก่อน ซึ่งแผนที่นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจะแสดงให้เห็นถึงดินแดนต่างๆซึ่งทางประเทศไทยได้สูญเสียในโอกาสต่างๆแก่ประเทศฝรั่งเศสและประเทศสหราชอาณาจักรซึ่งรวมทั้งพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐฉานและพม่า
ดินแดนทั้งหมดของประเทศลาว
รวมทั้งพื้นที่อยู่ในลุ่มน้ำตอนบนของแม่น้ำแดงในเวียดนามเหนือและพื้นที่ทั้งหมดของกัมพูชา
แผนที่นี้ได้ถูกตระเตรียมโดยคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาการ มีจำนวนที่พิมพ์ 10,000 ฉบับ
และได้แจกจ่ายไปตามโรงเรียนและสถานที่ราชการต่างๆทั่วประเทศไทย
ในแผนที่ระบุว่ากัมพูชาได้จากประเทศไทยไปเป็นสมบัติของประเทศฝรั่งเศสในปี
ค.ศ. 1863 และบอกด้วยว่าดินแดนที่ประเทศไทยได้สูญเสียให้แก่ฝรั่งเศสในระหว่าง ค.ศ.
1888 ถึง 1907 มีดินแดนใดบ้าง
สำหรับทางด้านดินแดนของประเทศสหราชอาณาจักรนั้น
ในแผนที่ไม่เพียงแต่จะระบุว่าดินแดนที่ประเทศไทยสูญเสียให้แก่ประเทศสหราชอาณาจักรได้แก่
4 รัฐมลายา คือ รัฐเคดาห์ รัฐเปอร์ลิส รั
ฐกลันตัน และรัฐตรังกานู
เท่านั้นแต่ยังได้ระบุว่าดินแดนที่ประเทศไทยสูญเสียไปนั้นรวมไปถึงทะวาย(ที่พม่าได้ไปจากประเทศไทย
ในปี ค.ศ. 1797) และปีนังซึ่งรัฐเคดาห์ยกให้แก่ประเทศสหราชอาณาจักรราวปี ค.ศ. 1800
ในช่วงแรกที่มีการเผยแพร่แผนที่ฉบับนี้ ทางประเทศสหราชอาณาจักรและประเทศฝรั่งเศสได้ทำการประท้วงการตีพิมพ์เผยแพร่
แต่การประท้วงได้รับคำอธิบายจากกระทรวงกลาโหมของไทยว่าวัตถุประสงค์ของการตีพิมพ์แผนที่เพื่อให้การศึกษาแก่คนไทยในเรื่องประวัติศาสตร์ของประเทศของเขาอย่างแท้จริงเท่านั้นเอง
และในที่สุดแผนนี้นี้ก็ได้หายไปแต่ได้กลับมาโผล่ใหม่อีกครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่มีการโฆษณาชวนเชื่อให้เกิดความรู้สึกทางชาตินิยมอย่างรุนแรงและเรียกร้องให้ประเทศฝรั่งเศสคืนดินแดนให้แก่ประเทศไทยภายหลังจากที่ประเทศฝรั่งเศสพ่ายแพ้แก่กองทัพของเยอรมันในทวีปยุโรปในเดือนมิถุนายน
ค.ศ. 1940
ด้วยเหตุที่แผนที่ฉบับนี้มีการอ้างว่าดินแดนที่สูญเสียไปนั้นรวมทั้งดินแดนในมลายาทางตอนใต้และในอินโดจีนของฝรั่งเศสทางภาคตะวันออก
พันเอกแปลกฯจึงได้ให้คำมั่นสัญญากับเซอร์ โจซายห์ ครอสบี(Sir Josiah
Crosby) อัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยหลายครั้งว่า
เขาไม่มีความประสงค์จะเรียกร้องดินแดนดินแดนคืนจากประเทศสหราชอาณาจักรในส่วนที่เกี่ยวกับ
4 รัฐมลายา
พันเอกแปลกฯได้บอกกับอัครราชทูตอังกฤษว่าไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับประเทศไทยที่จะให้ความสนใจในดินแดนเหล่านั้นที่มีผู้คนเป็นชาวมาเลย์ซึ่งมีความแตกต่างจากคนไทยทั้งทางด้านศาสนา
ด้านภาษาและด้านเผ่าพันธุ์
แต่ในเบื้องลึกจริงๆนั้น
เป็นเพราะพันเอกแปลกฯมีความฉลาดพอที่จะไม่เปิดศึกสองด้านกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีอานุภาพอันเกรียงไกลพอๆกัน
คือ ประเทศสหราชอาณาจักรและประเทศฝรั่งเศสในเวลาพร้อมกัน.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น