ในช่วงที่มีการก่อตัวของสงครามเย็นใหม่ๆในช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่
2 ยุติลงได้ไม่นานนั้น ประเทศไทยได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแนวความคิดในการก่อตั้งองค์การระหว่างประเทศในระดับภูมิภาค
เพื่อใช้เป็นที่รวมความสมัครสมานสามัคคีของนักชาตินิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการกำจัดลัทธิจักรวรรดินิยมให้ออกไปจากดินแดนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประเทศที่ตกเป็นเป้าหมายของนโยบาย คือ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศสหราชอาณาจักร และประเทศเนเธอร์แลนด์
ดังจะได้นำเสนอดังต่อไปนี้:
คำตัดสินของคณะกรรการประนอมฝรั่งเศส-ไทยเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ.
1947 เกี่ยวกับดินแดนที่ขัดแย้งอยู่กับฝรั่งเศสทำให้ไทยต้องสูญเสียผลประโยชน์ในอินโดจีน
แต่ทว่าในข้อแนะนำของคณะกรรมการฯบอกว่าทั้งรัฐบาลไทยและรัฐบาลฝรั่งเศสควรจะได้ดำเนินการเจรจากันต่อไปโดยการตั้งคณะกรรมารปรึกษาหารือแห่งชาติในกรุงเทฯเพื่อพิจารณาปัญหาทางเทคนิคต่างๆซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อคาบสมุทรอินจีน
ทางฝ่ายฝรั่งเศสได้ใช้ประโยชน์จากคำแนะนำของคณะกรรมการประนอมฯนี้โดยมีเป้าประสงค์หลักเพื่อแสวงหางออกของปัญหากับประเทศไทยและกับขบวนการเคลื่อนไหวของนักชาตินิยมในอินจีน
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1947
ผู้แทนของรัฐบาลพลัดถิ่นลาวอิสระ รัฐบาลพลัดถิ่นเขมรอิสระและรัฐบาลพลัดถิ่นเวียดมินห์
ที่เข้ามาพำนักอยู่ในกรุงเทพฯได้เรียกร้องไปยังสหรัฐอเมริกาและสหประชาชาติให้เข้าแทรกแซงโดยด่วนในอินโดจีน
รัฐบาลพลัดถิ่นของทั้ง 3 ชาติดังกล่าวได้แสดงความหวังว่าอยากจะได้เอกราชและได้จัดตั้งสมาพันธรัฐของรัฐต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(Federation of the States of South-east Asia) อันประกอบด้วยประเทศพม่า
ประเทศไทย ประเทศมลายา ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา
และประเทศลาว
ทางฝ่ายประเทศฝรั่งเศสได้ตอบสนองข้อเรียกนี้ด้วยการเสนอความต้องการของตนที่จะจัดตั้งสหภาพใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้(Pan
South East Asia Union) แนวคิดของสหภาพฯดังกล่าวเป็นของมองสิเออร์ จอร์จ ปิโกต์(Monsieur
Georges Picot) แห่งกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส
ตั้งแต่เมื่อคราวที่มีการประชุมของคณะกรรมการประนอมฝรั่งเศส-ไทยในช่วงต้นๆ
แต่ข้อเสนอดังกล่าวได้ถูกปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่มีปัญหากันอยู่นั้น
พระองค์เจ้าวรรณไวยากร ผู้แทนของประเทศไทยในคณะกรรมการประนอมฯได้ขอให้นายปรีดี
พนมยงค์ ซึ่งในขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นรัฐบุรุษอาวุโสได้เดินทางไปยังกรุงวอชิงตันประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับข้อเสนอนี้กับทางคณะผู้แทนของฝรั่งเศส
หลังจากได้เดินทางไปเจรจาที่กรุงวอชิงตันแล้ว นายปรีดีฯได้เดินทางต่อไปยังกรุงปารีส
ประเทศฝรั่งเศส
และได้เสนอไปทางฝรั่งเศสว่าประเทศไทยอาจจะยกเลิกข้อเรียกร้องในเรื่องดินแดนที่มีปัญหากันอยู่และจะยอมรับการจัดตั้งสหภาพฯตามที่ฝรั่งเศสเสนอโดยมีข้อแม้ว่าจะต้องให้เอกราชแก่กัมพูชาและลาว
นายปรีดีฯได้แนะนำด้วยว่าสหภาพฯ ในเบื้องต้นจะต้องประกอบด้วยประเทศไทย
ประเทศลาว และประเทศไทยที่มีเอกราช
และประเทศเวียดนามที่อาจจะอยู่กับฝรั่งเศสในสหภาพฝรั่งเศส
จากข้อเสนอนี้ นายปรีดีฯต้องการจะเลิกเรียกร้องเกี่ยวกับดินแดนที่กำลังมีข้อขัดแย้งกันเพื่อแลกกับการที่จะให้ได้มาซึ่งเอกราชของประเทศลาวและของประเทศกัมพูชาและให้มีการจัดตั้งสหภาพใหญ่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อันเป็นการสร้างนโยบายรัฐกันชนขึ้นในประเทศกัมพูชาและประเทศลาวนั่นเอง
อธิบายความได้ว่า เมื่อเวียดนามยังอยู่ภายใต้การควบคุมของฝรั่งเศสและได้มีการจัดตั้งรัฐเอกราชขึ้นในลาวและกัมพูชาแล้ว
ทั้งประเทศกัมพูชาและประเทศลาวก็สามารถทำหน้าที่เป็นรัฐกันชนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเวียดนามที่อยู่ภายใต้การปกครองของประเทศฝรั่งเศส
ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว ยุทธวิธีของนายปรีดีฯได้สะท้อนให้เห็นผลประโยชน์ทางด้านยุทธศาสตร์ของประเทศไทยที่มีมาตั้งแต่โบราณด้วย
กล่าวคือ หากประเทศไทยไม่สามารถควบคุมประเทศลาวและประเทศกัมพูชาได้
ฝ่ายไทยก็มีความต้องการมิให้มหาอำนาจที่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยอื่นใดได้เข้าครองครองประเทศลาวและประเทศกัมพูชา
ในกาลต่อมาก็ให้เชิญประเทศพม่า ประเทศมลายา ประเทศฟิลิปปินส์
และประเทศอินโดนีเซียเข้าร่วมในสหภาพฯโดยมีกรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางของสหภาพฯ
ในคำชี้แจงของพลเรือตรี หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีของไทยบอกว่า
สหภาพฯจะมีแผนในระดับภูมิภาคเพื่อร่วมพัฒนาระบบชลประทาน การประมง การคมนาคม
และแหล่งทรัพยากรอื่นๆในพื้นที่ของสหภาพฯด้วย
แต่ทางฝ่ายฝรั่งเศสมีความเห็นว่าทางฝ่ายไทยได้ให้ความช่วยเหลือกับกลุ่มชาตินิยมอินจีนที่เข้ามาพักพิงอยู่ในดินแดนไทยและยังมีการลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ข้ามพรมแดนไทย-อินโดจีนฝรั่งเศสอยู่
ฝรั่งเศสจึงไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดของนายปรีดีฯในการจัดตั้งสหภาพฯดังกล่าว
นอกจากนั้นแล้ว โครงการจัดตั้งสหภาพฯก็มีแนวโน้มว่าจะเป็นไปได้จากข้างของพวกชาตินิยมอินโดจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตราบเท่าที่ยังมีฝรั่งเศสเข้ามาเกี่ยวข้องกับข้อเสนอนี้
ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว มติมหาชนในกรุงเทพฯก็ได้คัดค้านการจัดตั้งสหภาพฯตั้งแต่เริ่มต้นเลยดีเทียว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพรรคการเมืองต่างๆโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ของนายควง
อภัยวงศ์ได้ทำการโจมตีโดยกล่าวหาว่ารัฐบาลของพลเรือตรี หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ยอมอ่อนข้อตกเป็นเบี้ยล่างของฝรั่งเศสเพราะไม่สนใจที่จะได้ดินแดนในอินโดจีนฝรั่งเศสกลับคืนมา
ด้วยเหตุนี้ข้อเสนอให้มีการจัดตั้งสหภาพฯจึงมิได้มีเกิดเป็นจริงขึ้นมา
หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นการแท้งตั้งแต่อยู่ในท้องนั่นแหละ
ความไม่ชอบที่เยเถิดไปถึงความรังเกียจและชิงชังประเทศฝรั่งเศสได้เกิดขึ้นเป็นอย่างมากภายหลังจากที่ประเทศไทยได้สูญเสียดินแดนในอินจีนฝรั่งเศสอย่างถาวร
ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้ดำเนินท่าทีที่แข็งกร้าวต่อประเทศฝรั่งเศสมากขึ้นเป็นทวีคูณ
ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างจากความพยายามที่จะให้ความช่วยเหลือแก่กองกำลังของพวกชาตินิยมอินโดจีนที่กำลังต่อสู้เพื่อปลดแอกของฝรั่งเศส
นโยบายอย่างเป็นทางการของประเทศไทยได้ถูกประกาศในระหว่างที่ประเทศไทยเข้าร่วมในการแถลงในสมัชชาใหญ่ของสหประชาชาติในเดือนกันยายน
ค.ศ. 1847 ซึ่งในโอกาสนั้นนายอรรถกิตติ์ พนมยงค์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวถึงลักษณะทั่วไปของนโยบายต่างประเทศของประเทศไทยว่า:
“ประชาชนชาวสยามเรียกตนเองว่า ไทย หรือ คนไทย แต่ในฐานะเป็นผู้รักอิสระอย่างแท้จริง
พวกเขาไม่เพียงแต่ชื่นชอบในอิสรภาพด้วยตนเองเท่านั้น
แต่พวกเขายังชื่นชอบที่จะเห็นประชาชนอื่นๆได้มีอิสรภาพด้วย…ดังนั้นพวกเขาจึงให้ความสนับสนุนอย่างหมดใจต่อหลักการของการตัดสินใจด้วยตนเองของประชาชนดังที่มีอยู่ในกฎบัตรแห่งสหประชาชาติ...”
ประเทศไทยได้นำนโยบายที่ประกาศแล้วนี้ไปสู่การปฏิบัติด้วย
ดังจะเห็นได้จากการที่นายถนัด คอมัตร์ อุปทูตไทยประจำสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงเดลี
ประเทศอินเดีย ได้กล่าวกับผู้แทนของเวียดมินห์และของอินโดนีเซียว่า
นโยบายของประเทศไทยคือการให้การสนับสนุนแก่ประเทศเพื่อนบ้านให้ได้เอกราช
ทั้งนี้เพราะประชาชนชาวไทยเป็นผู้รักเอกราชเหนือสิ่งอื่นใด
แต่เนื่องจากประเทศไทยรู้ตัวว่าเป็นประเทศเล็ก ดังนั้นจึงไม่สามารถจะให้ความช่วยเหลือมากไปกว่าการแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อขบวนการเรียกร้องเอกราช
ในขณะเดียวกันนั้นนายเตียง ศิริขันธ์ซึ่งไม่พอใจกับคำแนะนำของคณะกรรมการประนอมอฝรั่งเศส-ไทย
ได้ไปพูดตามที่สาธารณะต่างๆในภาคตะวันออกเชียงเหนือเช่นที่จังหวัดสกลนครว่า ตราบเท่าที่ฝรั่งเศสยังปฏิเสธที่จะคืนดินแดนให้แก่ไทย
ก็จะต้องหาทางอื่นที่จะกำจัดฝรั่งเศสให้ได้ และเขาได้ประกาศว่าจะจัดตั้งรัฐทางภาคเหนือของอินโดจีนให้แก่ชาวลาว
และรัฐทางภาคใต้ของอินโดจีนให้แก่ชาวกัมพูชา
ในขณะเดียวกันนี้เอง ทางผู้นำไทยด้วยร่วมมือกับบรรดานักชาตินิยมอินโดจีนเสนอให้มีการจัดตั้ง
สันนิบาตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(South-East Asia League) สันนิบาตฯดังกล่าวนี้ได้ถูกจัดตั้งขึ้นในกรุงเทพฯเมื่อวันที่
8 กันยายน ค.ศ. 1947
ในการประชุมจัดตั้งครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมเป็นชาวไทย ชาวเวียดนาม
ชาวกัมพูชา ชาวลาว ชาวอินโดนีเซีย และชาวมาเลย์ ได้มีการสงวนที่นั่งไว้ให้แก่ผู้แทนชาวฟิลิปปินส์
และผู้แทนชาวพม่า กับทั้งได้แสดงความหวังว่าประเทศทั้งสองนี้จะส่งผู้แทนมาร่วมประชุมในการประชุมครั้งถัดไป
ได้มีการประกาศแถลงการณ์ร่วมบอกว่า
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ร่ำรวยไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ
สามารถสร้างคุณูปการอันสำคัญแก่ความต้องการของโลกได้ และด้วยเหตุที่เป็นดินแดนที่มีประชาการรวมกันมากถึง
145 ล้านคนและมีพื้นที่รวมกันมากถึง 4,300,000 ตารางกิโลเมตรจึงถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่งคั่งของโลก
ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว แถลงการณ์ร่วมก็ก็ยังได้เน้นย้ำถึงความตระหนักในหมู่ประชาชนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่ายุคลัทธิล่าอาณานิคมได้ผ่านพ้นไปแล้ว
และได้กล่าวเสริมด้วยว่า”ด้วยจิตวิญญาณของอิสรภาพและความสามัคคีในหมู่ประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้นที่จะทำให้สันติภาพของโลกมีรากฐานที่มั่นคง”
ในแถลงการณ์ร่วมยังมีข้อความสำคัญต่อไปอีกว่า
ความรู้สึกในหมู่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีเพิ่มมากยิ่งขึ้นที่จะร่วมมือกันนำไปสู่การพัฒนาผลประโยชน์ร่วมกันในระดับภูมิภาค
การประสานความพยายามร่วมกันเช่นนั้นจะสอดคล้องกับสาระสำคัญของกฎบัตรแห่งสหประชาชาติซึ่งบอกว่า”ชาวโลกซึ่งต้องการสันติภาพจะต้องได้รับการจัดการเพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ”
ร่างของธรรมนูญของสันนิบาตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ถูกยอมรับในที่ประชุม
สันนิบาตฯมีวัตถุประสงค์สำคัญ 6 ข้อดังต่อไปนี้:
1.เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความเข้าใจอันดีและความสัมพันธ์พันธ์ฉันภราดรภาพระหว่างประชาชนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
2.เพื่อให้เกิดความเป็นจริงในความใฝ่ฝันที่จะให้ได้ความเป็นประชาชาติของประชาชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเพื่อยกระดับมาตรฐานทางเศรษฐกิจ
สังคมและวัฒนธรรมของประชาชนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
3.เพื่อส่งเสริมสันติภาพสากล
การเคารพในสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและอิสรภาพขั้นพื้นฐาน และการดำเนินหลักการของความยุติธรรมและเสรีภาพตามที่มีอยู่ในกฎบัตรแห่งสหประชาชาติ
4.เพื่อส่งเสริมการศึกษา การวิจัยและการแลกเปลี่ยนสารสนเทศเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
5.เพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่สาระต่างๆเกี่ยวกับความสนใจทางด้านวัฒนธรรม
สังคม เศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
6.สันนิบาตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และองค์การที่ไม่เป็นทางการที่ไม่ผูกพันกับรัฐบาลของแต่ละประเทศนี้จะทำงานเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งองค์การที่เป็นทางการที่ยั่งยืนและมีประสิทธิผลชื่อว่า
สหพันธ์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้(South-East Asia Federation) ในที่สุด
ตามธรรมนูญของสันนิบาตฯนั้น สหพันธ์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้านั้น
จะทุ่มเทเพื่ออุดมการณ์ต่างๆอันรวมถึงความรับผิดชอบอย่างเสมอกันของประชาชาติของสมาพันธ์ฯในการสร้างสันติภาพของโลก
สร้างความก้าวหน้าทางสังคมและเศรษฐกิจ คลอดจนเพิ่มพูนปัจจัยในการดำรงชีวิตโดยทั่วไปที่ดีขึ้น
สร้างสังคมใหม่ที่มนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่ไม่สามารถถ่ายโอนให้แก่ผู้ใดได้ในการมีอิสรภาพส่วนบุคคลทั้งปวงทั้งนี้โดยสอดคล้องกับความดีของสังคมและมนุษย์แต่ละคนจะสามารถทำหน้าที่ในส่วนของตนๆในการให้ความคารพต่อสิทธิและเกียรติภูมิของผู้อื่น
แต่ในสมาพันธ์ฯที่จะจัดตั้งขึ้นมานั้น”การพัฒนาประชาชาติของตนๆจะไม่กระทำในลักษณะที่เป็นการเอารัดเอาเปรียบประชาชาติหรือกลุ่มแห่งประชาชาติอื่น”
ในข้อนี้หมายความว่าประชาติทั้งหลายซึ่งจะนารวมตัวกันเป็นสหพันธ์ฯจะยังคงดำรงไว้ซึ่งอธิปไตยและเอกราชของตนๆอยู่ต่อไป
บรรดาผู้ก่อตั้งสันนิบาตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่ศึกษาในต่างประเทศ
หรือบุคคลที่มีความตระหนักในทางการเมืองเกือบทั้งหมด ล้วนเป็นเยาวชนที่มีอิทธิพลทางการเมืองและทางการเงิน
ผู้ก่อตั้งคนสำคัญๆของสันนิบาตฯทางฝ่ายไทยได้แก่ นายเสนาะ ตันบุญยืน เป็นอดีตเสรีไทย
เป็นอาจารย์ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นสมาชิกของคณะกรรมการตรวจเงินของสมาพันธ์ยุวชนประชาธิปไตยแห่งโลก
นายมาโนช วุฒาทิตย์ เป็นอดีตเสรีไทยซึ่งเดินทางออกจากประเทศไทยในระหว่างสงครามแปซิฟิกแล้วเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน
ประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อทำการติดต่อกับนายเสนีย์ ปราโมช
ทางด้านนักชาตินิยมชาวอินโดจีนที่เป็นผู้ก่อตั้งสันนิบาตฯคือ นายลี ฮี
เป็นหัวหน้าสำนักงานบริการข่าวสารเวียดนาม เจ้าสุวรรณภูมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลลาวอิสระ
และนายทา ทา ราชทิพวงศ์ รองนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลเขมรอิสระ
ส่วนสมาชิกผู้ก่อตั้งคนอื่นๆของสันนิบาตฯเป็นผู้แทนที่ไม่มีความสำคัญจากพม่า มลายา
และอินโดนีเซีย
ด้วยเหตุที่สันนิบาตฯไม่มีบุคคลสำคัญที่จะผลักดันงาน
ก็จึงมีความคิดว่าจะต้องหาหัวหน้าแต่เพียงในนาม(figurehead ที่มีความเข้มแข็งมาเป็นประธานของคณะกรรมการผู้บริหารกลาง
ได้มีความเห็นกันว่า บุคคลผู้นี้ควรเป็นคนของนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเมื่อได้คนของนายปรีดีฯมาเป็นประธานแล้ว
ก็หวังกันว่าในที่สุดก็จะได้รับการสนับสนุนจากนายปรีดีฯและจากรัฐบาลของพลเรือตรี
หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ และเมื่อได้รับการสนับสนุนเช่นนี้แล้ว
ผู้ก่อตั้งสันนิบาตฯก็ได้หวาดหวังต่อไปว่าจะได้รับการรับรองอย่างเปิดเผย
หรือได้รับอนุญาตอย่างเป็นทาการให้มีการรับบริจาคเงินเพื่อโฆษณาเผยแพร่สันนิบาตต่อไป
เมื่อได้พิจารณากันแล้วก็มีความเห็นว่า นายเตียง ศิริขันธ์ ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกระดับแนวหน้าของขบวนการเสรีไทยใต้ดินในทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเป็นอดีตรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ถูกเลือกให้มาเป็นประธานฯของสันนิบาตนี้
สมาชิกอื่นๆของคณะกรรมการฝ่ายบริหารกลาง ได้แก่ นายตรัน วัน เกียว
ซึ่งได้ประกาศตัวว่าเป็นคอมมิวนิวนิสต์อย่างเปิดเผย
และเป็นสมาชิกตัวคณะผู้แทนเวียดนามในกรุงเทพฯ ได้รับเลือกให้เป็นรองประธาน
เจ้าสุภานุวงศ์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขาธิการ และนายมาโนช วุฒาทิตย์
เป็นผู้ช่วยเลขาธิการ นายลี ฮี ได้รับเลือกเป็นเหรัญญิก นายสุกิจ นิมมานเหมินทร์
สมาชิกของวุฒิสภาไทยและเป็นอาจารย์อยู่ในจุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย เป็นบรรณารักษ์
นายถวิล อุดล อดีตสมาชิกขบวนการเสรีไทยใต้ดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นสมาชิกของวุฒิสภาไทย
และเป็นผู้จัดการบริษัทพัฒนาอุตสาหกรรมไทย จำกัด เป็นเจ้าหน้าประชาสัมพันธ์
คณะกรรมการฝ่ายบริหารกลางของสันนิบาตฯส่วนใหญ่เป็นชาวไทยและชาวเวียดนาม
ไม่มีผู้ใดมาจากรัฐบาลเขมรอิสระเข้ามาดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการฯ ไม่ทราบเหตุผลว่าทำจึงไมมีผู้ใดมาจากพวกเขมรอิสระมาเป็นคณะกรรมการนี้
ได้แต่คาดการณ์เอาว่าพวกเขมรอิสระมีท่าทีระมัดระวังเพื่อที่ว่าพวกตนจะได้ไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักชาตินิยมเขมรอื่นๆที่อยู่ในประเทศ
อันรวมถึงเจ้านโรดม สีหนุ ซึ่งมีทัศนะว่าพวกเขมรอิสระในประเทศไทยได้นำผลประโยชน์ของประเทศกัมพูชาไปยกให้ชาวไทยและชาวเวียดนาม
มีการคิดกันว่ากรุงเทพฯ ในฐานะที่เป็นเมืองหลวงของประเทศที่มีเอกราชเพียงหนึ่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เป็นสถานที่ดีและเป็นกลางสำหรับเป็นกองบัญชาการของสันนิบาตฯ
สำหรับที่อยู่ของสันนิบาตฯให้ใช้สำนักงานของหน่วยบริการข่าวสารเวียดนาม
เหตุผลผลที่เลือกเช่นนี้ก็เพราะว่าชาวเวียดนามเป็นประชาคมและองค์การที่สำคัญในประเทศไทย
พวกเวียดนามมีเครื่องโรเนียวและอุปกรณ์ทางด้านเผยแพร่ประชาสัมพันธ์อื่นๆ และเป็นพวกที่มาจากหนึ่งในประเทศสำคัญที่ประสบความทุกข์ยากจากลัทธิล่าอาณานิคม
สันนิบาตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีอายุอยู่เพียงสั้นๆนี้ได้ถูกคาดเดากันไปต่างนานา
เช่น นายริชาร์ด บัตเวลล์ ให้ความเห็นว่าเป็นองค์การของคอมมิวนิสต์
นายบัตเวลล์ เห็นว่า สันนิบาตฯเป็นผลงานของนายตรัน วัน เกียว
สมาชิกของหน่วยงานเวียดมินห์ซึ่งได้ประกาศตนเองต่อสาธารณชนว่าตนเป็นคอมมิวนิสต์สายโซเวียต
สันนิบาตฯ นี้จึงเป็นความพยายามของเวียดมินห์ที่จะนำปัญญาชนที่ยังไม่เป็นคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้มายอมรับแนวความคิดในเรื่องความเป็นรัฐในแบบมิวนิวนิสต์
การประเมินของนายบัตเวลล์เกี่ยวกับสันนิบาตฯและยุทธวิธีของเวียดมินห์น่าจะมีความถูกต้อง
แต่ทว่าในขณะที่มีการสถาปนาสันนิบาตฯ คนเอเชียรวมทั้งคนไทยพิจารณาเห็นว่า
ลัทธิล่าอาณานิคม และ
ลัทธิจักรวรรดินิยมเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่กว่าลัทธิคอมมิวนิสต์
สำหรับผู้นำทางเมืองไทยของไทยอย่างเช่นนายปรีดีฯมีความเห็นว่า
สันนิบาตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้เป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่ความมีสามัคคีกลมเกลียวในหมู่ประเทศต่างๆของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อเป้าหมายสุดท้าย
คือ 1. เพื่อจำกัดฝรั่งเศสในอินโดจีนเป็นการเฉพาะและกำจัดมหาอำนาจนักล่าอาณานิคมอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นการทั่วไปและ
ประการที่ 2 เพื่อทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพื้นที่ปลอดจากการถูกครอบงำโดยอินเดียและโดยจีน
ในขณะนั้นน้อยคนนักจะรู้ถึงข้อแตกต่างระหว่างการต่อสู้เพื่อเอกราชที่นำโดยคอมมิวนิสต์ในเวียดนามกับการต่อสู้ของนักชาตินิยมในอินโดนีเซีย
ในบันทึกความทรงจำที่ยื่นเสนอต่อกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักร
นายจอห์น โคสต์ซึ่งได้ติดต่ออย่างใกล้ชิดกับทั้งพวกนักชาตินิยมในอินโดจีนและในอินโดนีเซีย
ได้บอกว่า สงครามในอินโดจีนและ การปฏิบัติการกวาดล้างของดัตช์ในอินโดนีเซีย เป็นสาเหตุให้เกิดการก่อตั้งสันนิบาตฯนี้ขึ้นมา
เขาหมายถึงว่าสันนิบาตฯถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวคือเพื่อประณามนโยบายของชาวฝรั่งเศสและชาวดัตช์ในอินโดจีนและในอินโดนีเซียตามลำดับ
และเป็นการเรียกร้องให้มีความสามัคคีขึ้นในหมู่ประชาชนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการต่อต้านสิ่งที่พวกเขาถือว่าเป็นสงครามล่าอาณานิคมสองแห่งคือในอินโดจีนและในอินโดนีเซีย
ในบันทึกความทรงจำในฉบับเดียวกันนี้ นายโคสต์ได้ปฏิเสธถึงความเป็นไปได้ที่สันนิบาตฯจะเป็นองค์การของคอมมิวนิสต์
ตรงกันข้ามเขากลับบอกให้กระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษให้ความสนใจในความทะเยอทะยายที่มีอันตรายยิ่งกว่าของนายปรีดีฯ
ทั้งนี้เพราะนายโคสต์มีความเชื่อว่า
นายปรีดีฯมีแนวความคิดของตนเกี่ยวกับสมาพันธ์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยสอดคล้องกับความประสงค์ของเขาที่จะสร้างระบบสาธารณรัฐขึ้นในประเทศไทย
แนวทางของสหพันธ์ฯของนายปรีดีฯเป็นสมาพันธ์ฯที่ประกอบด้วยลาวอิสระ
เขมรอิสระ พม่า หรือส่วนต่างๆของพม่า ประเทศไทย และรัฐทางภาคใต้ของประเทศไทย 4 รัฐ
เอามารวมกันจัดตั้งเป็นรัฐอิสระแยกเป็นเอกเทศ
นายโคสต์ให้คำมั่นกับทางกระทรวงการต่างประเทศว่าไม่มีอิทธิพลของรัสเซียในโครงการสหพันธ์ฯของนายปรีดี
แต่เขาได้ชี้ว่า แต่ด้วยเหตุที่นายปรีดีฯเป็นผู้มีความเชื่อเป็นอย่างมากในรัสเซีย
จึงอาจเป็นไปได้ว่าสหพันธ์ฯของนายปรีดีฯจะเคลื่อนไหวไปเข้าไปอยู่ในวงโคจรของรัสเซียในบางคราวได้
แต่สำหรับกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณจักรนั้น มีความเห็นคล้อยตามแนวความคิดของโคสต์ที่ว่า
สันนิบาตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้เป็นองค์การของคอมมิวนิสต์แต่ก็ถือว่าสันนิบาตฯเป็นทางหนึ่งที่จะไปเป็นคอมมิวนิสต์ได้
กล่าวโดยสรุป ในขณะนั้น
กระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรมีความเห็นว่า ควรที่จะได้ติดตามความเคลื่อนไหวของสันนิบาตและได้ให้ความสนใจในสถานการณ์ในประเทศไทยโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนายปรีดีฯ
ส่วนทางด้านของสหรัฐอเมริกานั้น ก็ได้แสดงความสนใจในสันนิบาตฯและได้สอบถามไปยังกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณษจักรเกี่ยวกับสันนิบาตฯนี้ว่าทางอังกฤษได้ให้ความสำคัญต่อสันนิบาตและกิจกรรมของสันนิบาตฯนี้อย่างไรบ้าง
แต่ทว่าการรัฐประหารในประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1947 ได้ทำให้สันนิบาตฯไม่สามารถทำงานได้ในกรุงเทพฯ
ได้ต่อไป ทางรัฐบาลพม่าจึงได้เชิญสันนิบาตฯให้ไปอยู่ในกรุงร่างกุ้ง ประเทศพม่า.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น