ในประเทศไทยภายใต้การปกครองของรัฐบาลพลเอกแปลก
พิบูลสงคราม(หรือหลวงพิบูลสงคราม)
ได้มีการก่อตั้งขวนการยุวชนขึ้นมาในบรรยากาศของความรักชาติรักบ้านเมืองและได้นำไปสู่ความรู้สึกต่อต้านชาวต่างชาติในที่สุด
พันเอกแปลกฯนายกรัฐมนตรีเป็นผู้สร้างวิธีการโฆษณาชวนเชื่อตามแนวรักชาติและคลั่งชาติขึ้นในขบวนการยุวชนทหาร
หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า The Youth Movement ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นมาในปี ค.ศ. 1935
โดยพันเอกแปลกฯเองในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ขบวนการยุวชนทหารได้ก่อตั้งขึ้นในหมู่นักเรียนและนิสิตนักศึกษาไทยเพศชายในโรงเรียนต่างๆทั่วประเทศและใน
2 มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง
นอกจากนั้นแล้ว
ในขบวนการยุวชนทหารก็ยังมีส่วนของนักเรียนนิสิตนักศึกษาหญิงเรียกว่า ยุวนารี ซึ่งหน่วยยุวนารี้ได้รับการฝึกให้ทำหน้าที่เป็นพยาบาลในสงคราม
เป้าหมายของการจัดตั้งองค์การทางทหารเหล่านี้ก็เพื่อฝึกทางทหารให้เยาวชนที่เป็นชนชั้นปัญญาชนพร้อมที่จะให้บริการทางด้านการทหารและเป็นกำลังสำรองของชาติ
ขบวนการยุวชนทหารมีหน้าที่ในการล้างสมองเยาวชนตั้งแต่ยังเยาว์วัยให้เป็นไปสอดคล้องกับทัศนะและความใฝ่ฝันของคณะทหารที่เห็นว่าประเทศต้องเป็นรัฐทหารและว่าในยามสงครามทุกคนในชาติจะต้องมีส่วนร่วมในสมรภูมิรบ
ผู้อำนวยการของกรมยุวชนททหารที่สังกัดอยู่ในกระทรวงกลาโหมคือ
พันเอกประยูร ภมรมนตรี ซึ่งมีบิดาเป็นคนไทยมีมารดาเป็นคนเยอรมันและเป็นผู้เคยไปเยี่ยมชมองค์การยุวชนของนาซีที่ประเทศเยอรมนี
มาแล้ว
ยุวชนทหารเป็นองค์การที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับขบวนการยุวชนในประเทศญี่ปุ่นและประเทศเยอรมนี โดยมีนายทหารบกทำหน้าที่เป็นครูฝึกแก่ยุวชนทหาร
เป้าหมายสูงสุดของยุวชนทหารคือ การเสริมสร้างความรู้สึกชาตินิยม ความเสียสละเพื่อชาติ
และความกระตือรือร้นที่จะทำเพื่อชาติให้แก่เยาวชน
และวิธีการทางทหารเกือบจะทั้งหมดที่นำมาใช้ก็เพื่อให้นำไปสู่เป้าหมายดังกล่าว
ในกาการฝึกจะเน้นหนักที่การมีระเบียบวินัย
การฝึกหัดทางทหาร และการกีฬา
นักเรียนและนิสิตนักศึกษาชายจะได้รับการฝึกในการเดินแบบทหาร
การฝึกหัดทางทหาร และการยิงปืนเหมือนอย่างนักเรียนนายร้อยที่ฝึกกัน
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับขบวนการยุวชนทหารนี้ นักเขียนชาวตะวันตกผู้หนึ่งได้เขียนเป็นข้อสังเกตไว้เมื่อปี
ค.ศ. 1941 ว่า
สัญลักษณ์ของประเทศไทยใหม่คือโรงเรียนและยุวชน
องค์การยุวชนที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย และเยาวชนของประเทศไทยใหม่มีความแตกต่างจากเยาวชนของประเทศไทยเก่า
คือ
พวกเยาวชนของประเทศไทยใหม่เป็นพวกที่มีจิตใจเห็นแก่ชาติและมีความกระตือรือร้นที่จะรับใช้ชาติ
ในโรงเรียนทุกแห่งในประเทศไทย นับตั้งแต่โรงเรียนอนุบาลจนถึงระดับมหาวิทยาลัย
จะมีการเชิญธงชาติคือธงไตรรงค์ 3 สี คือสีแดง
สีขาวและสีน้ำเงินขึ้นสู่ยอดเสาในทุกเช้าโดยนักเรียนนินิตละนักศึกษาจะยืนร้องเพลงชาติในขณะนั้นด้วย
และเนื้อเพลงที่ร้องก็แสดงถึงความรักชาติและจะยอมเสียสละเพื่อชาติดังนี้:
ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐ
ไผทของไทยทุกส่วน อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมาย
รักสามัคคี ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่ สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี เถลิงประเทศชาติไทยทวี
มีชัย ชโย
ในขณะที่คนไทยกำลังขะมักเขม้นอยู่กับการสร้างไทยใหม่อยู่นั้น
คนฝรั่งเศสเกิดความระแวงในแนวโน้มของความรักชาติของคนไทยที่เพิ่มมากขึ้นนั้น
และแนวโน้มของคนไทยที่จะหันไปทางประเทศญี่ปุ่น ประเทศอิตาลีและประเทศเยอรมนี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวฝรั่งเศสมีความวิตกเกี่ยวกับขบวนการรวมคนไทยในแคว้นต่างๆและขบวนการเรียกร้องดินแดนคืนซึ่งเป็นแนวความคิดแบบเดียวกับของพวกนาซี
และชาวฝรั่งเศสก็ยังมีความเห็นด้วยว่ายุวชนทหารก็ไม่ผิดอะไรกับยุวชนฮิตเล่อ
ชาวฝรั่งเศสจึงมีความกลัวว่าขบวนการชาตินิยมเหล่านี้ซึ่งได้รับแรงกระตุ้นจากลัทธิจักรวรรดินิยมของไทยจะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของอินโดจีนและจะเชื่อมโยงประเทศไทยไปเข้ากับประเทศอิตาลี
ประเทศเยอรมนีและประเทศญี่ปุ่นอันจะเป็นอันตรายต่อสถานะในตะวันออกไกลของบรรดาเจ้าอาณานิคมยุโรปทั้งหลาย
ในคำแถลงการณ์ต่อสภาผู้แทนราษฎรของฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1938 พันเอก Fernand
Bernard อดีตประธานคณะกรรมการพรมแดนฝรั่งเศส-สยามได้เรียกร้องให้มีการเสริมอาวุธยุทโธปกรณ์และกำลังพลของทหารฝรั่งเศสในอินโดจีน โดยได้ให้เหตุผลที่ต้องทำเช่นนี้ว่า:
ชัยชนะของญี่ปุ่นต่อรัสเซียได้ส่งผลที่น่าสะพรึงกลัวต่อประชานชาวเอเชียและพวกเราที่อยู่ในยุโรปก็ได้มีความรู้สึกถึงผลอันนั้นด้วย
อะไรจะเกิดขึ้นหากพรุ่งนี้ประเทศเล็กๆอย่างสยามจะทำการคุกคามประเทศฝรั่งเศส
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น