วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ประเทศไทยกับขบวนการยุวชนทหารก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง



ในประเทศไทยภายใต้การปกครองของรัฐบาลพลเอกแปลก พิบูลสงคราม(หรือหลวงพิบูลสงคราม) ได้มีการก่อตั้งขวนการยุวชนขึ้นมาในบรรยากาศของความรักชาติรักบ้านเมืองและได้นำไปสู่ความรู้สึกต่อต้านชาวต่างชาติในที่สุด

พันเอกแปลกฯนายกรัฐมนตรีเป็นผู้สร้างวิธีการโฆษณาชวนเชื่อตามแนวรักชาติและคลั่งชาติขึ้นในขบวนการยุวชนทหาร หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า The Youth Movement  ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นมาในปี ค.ศ. 1935 โดยพันเอกแปลกฯเองในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  

ขบวนการยุวชนทหารได้ก่อตั้งขึ้นในหมู่นักเรียนและนิสิตนักศึกษาไทยเพศชายในโรงเรียนต่างๆทั่วประเทศและใน 2 มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง 

นอกจากนั้นแล้ว ในขบวนการยุวชนทหารก็ยังมีส่วนของนักเรียนนิสิตนักศึกษาหญิงเรียกว่า ยุวนารี ซึ่งหน่วยยุวนารี้ได้รับการฝึกให้ทำหน้าที่เป็นพยาบาลในสงคราม 

เป้าหมายของการจัดตั้งองค์การทางทหารเหล่านี้ก็เพื่อฝึกทางทหารให้เยาวชนที่เป็นชนชั้นปัญญาชนพร้อมที่จะให้บริการทางด้านการทหารและเป็นกำลังสำรองของชาติ 

ขบวนการยุวชนทหารมีหน้าที่ในการล้างสมองเยาวชนตั้งแต่ยังเยาว์วัยให้เป็นไปสอดคล้องกับทัศนะและความใฝ่ฝันของคณะทหารที่เห็นว่าประเทศต้องเป็นรัฐทหารและว่าในยามสงครามทุกคนในชาติจะต้องมีส่วนร่วมในสมรภูมิรบ 

ผู้อำนวยการของกรมยุวชนททหารที่สังกัดอยู่ในกระทรวงกลาโหมคือ พันเอกประยูร ภมรมนตรี ซึ่งมีบิดาเป็นคนไทยมีมารดาเป็นคนเยอรมันและเป็นผู้เคยไปเยี่ยมชมองค์การยุวชนของนาซีที่ประเทศเยอรมนี มาแล้ว

ยุวชนทหารเป็นองค์การที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับขบวนการยุวชนในประเทศญี่ปุ่นและประเทศเยอรมนี  โดยมีนายทหารบกทำหน้าที่เป็นครูฝึกแก่ยุวชนทหาร 

เป้าหมายสูงสุดของยุวชนทหารคือ การเสริมสร้างความรู้สึกชาตินิยม  ความเสียสละเพื่อชาติ และความกระตือรือร้นที่จะทำเพื่อชาติให้แก่เยาวชน 

และวิธีการทางทหารเกือบจะทั้งหมดที่นำมาใช้ก็เพื่อให้นำไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ในกาการฝึกจะเน้นหนักที่การมีระเบียบวินัย  การฝึกหัดทางทหาร  และการกีฬา 

นักเรียนและนิสิตนักศึกษาชายจะได้รับการฝึกในการเดินแบบทหาร การฝึกหัดทางทหาร และการยิงปืนเหมือนอย่างนักเรียนนายร้อยที่ฝึกกัน

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับขบวนการยุวชนทหารนี้  นักเขียนชาวตะวันตกผู้หนึ่งได้เขียนเป็นข้อสังเกตไว้เมื่อปี ค.ศ. 1941 ว่า
สัญลักษณ์ของประเทศไทยใหม่คือโรงเรียนและยุวชน องค์การยุวชนที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย และเยาวชนของประเทศไทยใหม่มีความแตกต่างจากเยาวชนของประเทศไทยเก่า 

คือ พวกเยาวชนของประเทศไทยใหม่เป็นพวกที่มีจิตใจเห็นแก่ชาติและมีความกระตือรือร้นที่จะรับใช้ชาติ ในโรงเรียนทุกแห่งในประเทศไทย นับตั้งแต่โรงเรียนอนุบาลจนถึงระดับมหาวิทยาลัย จะมีการเชิญธงชาติคือธงไตรรงค์ 3 สี คือสีแดง สีขาวและสีน้ำเงินขึ้นสู่ยอดเสาในทุกเช้าโดยนักเรียนนินิตละนักศึกษาจะยืนร้องเพลงชาติในขณะนั้นด้วย และเนื้อเพลงที่ร้องก็แสดงถึงความรักชาติและจะยอมเสียสละเพื่อชาติดังนี้:

ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่ สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย

ในขณะที่คนไทยกำลังขะมักเขม้นอยู่กับการสร้างไทยใหม่อยู่นั้น  คนฝรั่งเศสเกิดความระแวงในแนวโน้มของความรักชาติของคนไทยที่เพิ่มมากขึ้นนั้น และแนวโน้มของคนไทยที่จะหันไปทางประเทศญี่ปุ่น ประเทศอิตาลีและประเทศเยอรมนี 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวฝรั่งเศสมีความวิตกเกี่ยวกับขบวนการรวมคนไทยในแคว้นต่างๆและขบวนการเรียกร้องดินแดนคืนซึ่งเป็นแนวความคิดแบบเดียวกับของพวกนาซี  และชาวฝรั่งเศสก็ยังมีความเห็นด้วยว่ายุวชนทหารก็ไม่ผิดอะไรกับยุวชนฮิตเล่อ

 ชาวฝรั่งเศสจึงมีความกลัวว่าขบวนการชาตินิยมเหล่านี้ซึ่งได้รับแรงกระตุ้นจากลัทธิจักรวรรดินิยมของไทยจะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของอินโดจีนและจะเชื่อมโยงประเทศไทยไปเข้ากับประเทศอิตาลี ประเทศเยอรมนีและประเทศญี่ปุ่นอันจะเป็นอันตรายต่อสถานะในตะวันออกไกลของบรรดาเจ้าอาณานิคมยุโรปทั้งหลาย 

ในคำแถลงการณ์ต่อสภาผู้แทนราษฎรของฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1938 พันเอก Fernand Bernard  อดีตประธานคณะกรรมการพรมแดนฝรั่งเศส-สยามได้เรียกร้องให้มีการเสริมอาวุธยุทโธปกรณ์และกำลังพลของทหารฝรั่งเศสในอินโดจีน  โดยได้ให้เหตุผลที่ต้องทำเช่นนี้ว่า:

ชัยชนะของญี่ปุ่นต่อรัสเซียได้ส่งผลที่น่าสะพรึงกลัวต่อประชานชาวเอเชียและพวกเราที่อยู่ในยุโรปก็ได้มีความรู้สึกถึงผลอันนั้นด้วย อะไรจะเกิดขึ้นหากพรุ่งนี้ประเทศเล็กๆอย่างสยามจะทำการคุกคามประเทศฝรั่งเศส




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น