วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของประเทศไทยในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ



ประเทศไทยมีประสบการณ์มากกว่าประเทศอื่นใดในหมู่ประเทศเพื่อนบ้านในทางปรับตัวทางการเมืองต่อโลกภายนอก เมื่อพวกชนเผ่าไทยอพยพลงจากประเทศจีนตอนใต้ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 เช้ามาตั้งรกรากอยู่ในแถบที่เป็นที่ตั้งของประเทศไทยในปัจจุบันได้เอาชนะอาณาจักรขอมที่มีแสนยานุภาพอันเกรียงไกรมาก ได้สถาปนาเมืองต่างๆขึ้นมาตามที่ต่างๆจากนั้นได้รวมตัวกันประเทศไทยอย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้

ในความสัมพันธ์ของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ได้กระทำโดยใช้เครื่องมือทางทหารยิ่งกว่าเครื่องมือทางการทูต การณ์จึงปรากฏว่าคนไทยได้ถูกประเทศเพื่อนบ้านที่มีแสนยานุภาพที่ยิ่งใหญ่กว่าทำการปราบปราบถึงกับพ่ายแพ้หลายครั้ง แต่ในทุกครั้งคนไทยก็สามารถลุกขึ้นต่อต้านฝ่ายศัตรูจนได้เอกราชกลับคืนมาได้

เมื่อตอนที่ประเทศเพื่อนบ้านต้องตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกชาติแล้วชาติเล่าเกือบทุกชาติมีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่สามารถคงความเป็นเอกราช มีความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆและสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศเป็นของตัวเองอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง  

จากข้อเท็จจริงในข้อนี้เอง  นักเขียนชาวตะวันตกชื่อวูด(Wood)จึงได้เขียนถึงประเทศไทยและคนไทยไว้ว่า บรรดาผู้ที่มีความเชื่อในการเอาตัวรอดของผู้ที่เหมาะสมที่สุดจะยอมรับว่าชาวสยาม(ขาวไทย)แม้ว่าจะมีข้อบกพร่องอย่างไรแต่จะต้องมีคุณสมบัติพิเศษบางอย่างที่โดดเด่นมากทำให้พวกเขาสามารถดำรงสถานะพิเศษนี้ได้

ในการดำเนินความสัมพันธ์ต่างประเทศกับประเทศต่างๆนั้น ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยได้พัฒนายุทธศาสตร์และยุทธวิธีอันเป็นของตนเอง  

พวกผู้กำหนดนโยบายของไทยถือว่าการดำรงไว้ซึ่งเอกราชและบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติ เป็นเป้าเหมายสูงสุดของนโยบายความมั่นคงของประเทศไทย และในการดำรงไว้ซึ่งเอกราชของชาตินั้น ผู้กำหนดนโยบายของไทยจะพยายามคงไว้ซึ่งความมีอิสระทางการเมืองให้มากที่สุดและให้อิทธิพลของต่างชาติมีน้อยที่สุด

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทางผู้กำหนดนโยบายของไทยจึงได้นำหลักการพื้นฐาน 2 อย่างมาใช้  ประการแรก หากมีมหาอำนาจโดดเด่นเพียงชาติเดียวในภูมิภาคนี้ ผู้กำหนดนโยบายของไทยจะยอมผ่อนปรนกับมหาอำนาจที่โดดเด่นเพียงชาติเดียวนั้น  

ทั้งนี้ว่ากันว่าเพราะคนไทยมีความเชื่อว่าไม่มีประโยชน์อะไรกับการพายเรือทวนกระแสและว่าต้นอ้อต้นแขมต้นไผ่ที่ยอมอ่อนไปตามแรงลมจะไม่หักไม่โค่นส่วนต้นไม้ที่แข็งทื่อมีแต่จะถูกแรงลมหักทำลาย

ความเชื่อที่มีมาโบราณกาลนี้ผู้กำหนดนโยบายของไทยได้นำมาใช้ในการดำเนินกิจการต่างประเทศของประเทศไทย   ผู้กำหนดนโยบายของไทยมีความเชื่อว่ารูปแบบทางการทูตของไทยเช่นนี้ มีความจำเป็นต้องนำมาใช้เพื่อความอยู่รอดของประเทศไทย และผู้กำหนดนโยบายของไทยจะใช้การทูตเช่นว่านี้เมื่อไม่มีมิตรประเทศใดจะมาให้ความช่วยเหลือประเทศไทยได้

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อคราวที่ประเทศไทยประกาศสงครามกับประเทศสหราชอาณาจักรและประเทศสหรัฐอเมริกาและให้ความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นในระหว่างสงครามแปซิฟิก(สงครามโลกครั้งที่ 2) รัฐบุรุษของไทยผู้หนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตไว้เพื่อหาความชอบธรรมให้แก่ประเทศไทยว่าเราคนไทยต้องทำตัวเป็นต้นไผ่จะได้ไม่หักโค่น

ประการที่ 2 หากมีมหาอำนาจตั้งแต่ 2 ชาติขึ้นไปในภูมิภาคนี้ ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยจะพยายามกระจายการติดต่อสัมพันธ์ทางการเมืองกับมหาอำนาจเหล่านั้น

นโยบายการคานและดุลในความความสัมพันธ์กับต่างประเทศนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องพึ่งพิงประเทศใดประเทศใดหนึ่งแต่เพียงประเทศเดียว

 เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้กำหนดนโยบายของไทยจะเลิกใช้ยุทธวิธีต้นอ้อต้นแขมต้นไผ่ต้องโอนอ่อนไปตามแรงลมแต่จะหันไปใช้อีกยุทธวิธีหนึ่งคือการนำมหาอำนาจหนึ่งมาคานและดุลกับอีกมหาอำนาจหนึ่ง

รากเหง้าของรูปแบบของการทูตเช่นนี้ซึ่งมีเป้าหมายที่จะให้ผลประโยชน์แก่ชาติหนึ่งซึ่งชาตินี้จะได้มาทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศไทยนี้อาจพบเห็นได้ในหลักปฏิบัติในทางการเมืองภายในของไทย

กล่าวคือในทางการเมืองภายในของไทยจะมีโครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่างลูกพี่กับลูกน้องโดยฝ่ายลูกพี่เมื่อได้ประโยชน์จากลูกน้องก็จะมาทำหน้าที่ให้ความคุ้มครองแก่ลูกน้อง


แม้แต่เหตุการณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของประเทศไทยภายใต้การนำของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชากับประเทศมหาอำนาจในปัจจุบัน ก็มีกลิ่นอายของการที่ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยกำลังใช้ยุทธวิธีแบบดั้งเดิมที่จะนำประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมาคานและดุลอำนาจของประเทศสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้เพราะหลังรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 สหรัฐอเมริกาได้ร่วมมือกับประเทศต่างๆทั่วโลกในการต่อต้านรัฐบาลไทยของพลเอกประยุทธ์ฯที่เข้าสู่อำนาจด้วยการรัฐประหารและล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 

ดังที่สำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2558 ได้นำเสนอข่าวในเรื่องนี้โดยจั่วหัวข่าวว่า “Thailand Boots Military ties with China amid US spat” (ประเทศไทยส่งเสริมความสัมพันธ์ทางทหารกับประเทศจีนท่ามกลางความไม่พอใจของสหรัฐอเมริกา) 

และในเนื้อข่าวสำนักข่าวรอยเตอร์ก็ได้ระบุถึงยุทธวิธีของผู้กำหนดนโยบายของไทยที่ต้องการจะนำประเทศสาธารณรัฐประชาชนมาคานและดุลอำนาจกับประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศยุโรปอื่นๆ  

โดยที่ทั้งประเทศจีนและประเทศไทยได้ตกลงร่วมมือทางทหารระหว่างกันที่จะเพิ่มการแลกเปลี่ยนข่าวกรองระหว่างกันตลอดจนถึงการร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น