ประเทศไทยมีประสบการณ์มากกว่าประเทศอื่นใดในหมู่ประเทศเพื่อนบ้านในทางปรับตัวทางการเมืองต่อโลกภายนอก
เมื่อพวกชนเผ่าไทยอพยพลงจากประเทศจีนตอนใต้ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 เช้ามาตั้งรกรากอยู่ในแถบที่เป็นที่ตั้งของประเทศไทยในปัจจุบันได้เอาชนะอาณาจักรขอมที่มีแสนยานุภาพอันเกรียงไกรมาก
ได้สถาปนาเมืองต่างๆขึ้นมาตามที่ต่างๆจากนั้นได้รวมตัวกันประเทศไทยอย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้
ในความสัมพันธ์ของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ได้กระทำโดยใช้เครื่องมือทางทหารยิ่งกว่าเครื่องมือทางการทูต
การณ์จึงปรากฏว่าคนไทยได้ถูกประเทศเพื่อนบ้านที่มีแสนยานุภาพที่ยิ่งใหญ่กว่าทำการปราบปราบถึงกับพ่ายแพ้หลายครั้ง
แต่ในทุกครั้งคนไทยก็สามารถลุกขึ้นต่อต้านฝ่ายศัตรูจนได้เอกราชกลับคืนมาได้
เมื่อตอนที่ประเทศเพื่อนบ้านต้องตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกชาติแล้วชาติเล่าเกือบทุกชาติมีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่สามารถคงความเป็นเอกราช
มีความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆและสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศเป็นของตัวเองอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง
จากข้อเท็จจริงในข้อนี้เอง นักเขียนชาวตะวันตกชื่อวูด(Wood)จึงได้เขียนถึงประเทศไทยและคนไทยไว้ว่า
บรรดาผู้ที่มีความเชื่อในการเอาตัวรอดของผู้ที่เหมาะสมที่สุดจะยอมรับว่าชาวสยาม(ขาวไทย)แม้ว่าจะมีข้อบกพร่องอย่างไรแต่จะต้องมีคุณสมบัติพิเศษบางอย่างที่โดดเด่นมากทำให้พวกเขาสามารถดำรงสถานะพิเศษนี้ได้
ในการดำเนินความสัมพันธ์ต่างประเทศกับประเทศต่างๆนั้น
ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยได้พัฒนายุทธศาสตร์และยุทธวิธีอันเป็นของตนเอง
พวกผู้กำหนดนโยบายของไทยถือว่าการดำรงไว้ซึ่งเอกราชและบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติ
เป็นเป้าเหมายสูงสุดของนโยบายความมั่นคงของประเทศไทย
และในการดำรงไว้ซึ่งเอกราชของชาตินั้น
ผู้กำหนดนโยบายของไทยจะพยายามคงไว้ซึ่งความมีอิสระทางการเมืองให้มากที่สุดและให้อิทธิพลของต่างชาติมีน้อยที่สุด
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทางผู้กำหนดนโยบายของไทยจึงได้นำหลักการพื้นฐาน 2
อย่างมาใช้ ประการแรก
หากมีมหาอำนาจโดดเด่นเพียงชาติเดียวในภูมิภาคนี้ ผู้กำหนดนโยบายของไทยจะยอมผ่อนปรนกับมหาอำนาจที่โดดเด่นเพียงชาติเดียวนั้น
ทั้งนี้ว่ากันว่าเพราะคนไทยมีความเชื่อว่าไม่มีประโยชน์อะไรกับการพายเรือทวนกระแสและว่าต้นอ้อต้นแขมต้นไผ่ที่ยอมอ่อนไปตามแรงลมจะไม่หักไม่โค่นส่วนต้นไม้ที่แข็งทื่อมีแต่จะถูกแรงลมหักทำลาย
ความเชื่อที่มีมาโบราณกาลนี้ผู้กำหนดนโยบายของไทยได้นำมาใช้ในการดำเนินกิจการต่างประเทศของประเทศไทย ผู้กำหนดนโยบายของไทยมีความเชื่อว่ารูปแบบทางการทูตของไทยเช่นนี้
มีความจำเป็นต้องนำมาใช้เพื่อความอยู่รอดของประเทศไทย
และผู้กำหนดนโยบายของไทยจะใช้การทูตเช่นว่านี้เมื่อไม่มีมิตรประเทศใดจะมาให้ความช่วยเหลือประเทศไทยได้
ยกตัวอย่างเช่นเมื่อคราวที่ประเทศไทยประกาศสงครามกับประเทศสหราชอาณาจักรและประเทศสหรัฐอเมริกาและให้ความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นในระหว่างสงครามแปซิฟิก(สงครามโลกครั้งที่
2) รัฐบุรุษของไทยผู้หนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตไว้เพื่อหาความชอบธรรมให้แก่ประเทศไทยว่าเราคนไทยต้องทำตัวเป็นต้นไผ่จะได้ไม่หักโค่น
ประการที่ 2 หากมีมหาอำนาจตั้งแต่ 2 ชาติขึ้นไปในภูมิภาคนี้
ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยจะพยายามกระจายการติดต่อสัมพันธ์ทางการเมืองกับมหาอำนาจเหล่านั้น
นโยบายการคานและดุลในความความสัมพันธ์กับต่างประเทศนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องพึ่งพิงประเทศใดประเทศใดหนึ่งแต่เพียงประเทศเดียว
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้กำหนดนโยบายของไทยจะเลิกใช้ยุทธวิธีต้นอ้อต้นแขมต้นไผ่ต้องโอนอ่อนไปตามแรงลมแต่จะหันไปใช้อีกยุทธวิธีหนึ่งคือการนำมหาอำนาจหนึ่งมาคานและดุลกับอีกมหาอำนาจหนึ่ง
รากเหง้าของรูปแบบของการทูตเช่นนี้ซึ่งมีเป้าหมายที่จะให้ผลประโยชน์แก่ชาติหนึ่งซึ่งชาตินี้จะได้มาทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศไทยนี้อาจพบเห็นได้ในหลักปฏิบัติในทางการเมืองภายในของไทย
กล่าวคือในทางการเมืองภายในของไทยจะมีโครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่างลูกพี่กับลูกน้องโดยฝ่ายลูกพี่เมื่อได้ประโยชน์จากลูกน้องก็จะมาทำหน้าที่ให้ความคุ้มครองแก่ลูกน้อง
แม้แต่เหตุการณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของประเทศไทยภายใต้การนำของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์
จันทร์โอชากับประเทศมหาอำนาจในปัจจุบัน ก็มีกลิ่นอายของการที่ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยกำลังใช้ยุทธวิธีแบบดั้งเดิมที่จะนำประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมาคานและดุลอำนาจของประเทศสหรัฐอเมริกา
ทั้งนี้เพราะหลังรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 สหรัฐอเมริกาได้ร่วมมือกับประเทศต่างๆทั่วโลกในการต่อต้านรัฐบาลไทยของพลเอกประยุทธ์ฯที่เข้าสู่อำนาจด้วยการรัฐประหารและล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนางสาวยิ่งลักษณ์
ชินวัตร
ดังที่สำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2558 ได้นำเสนอข่าวในเรื่องนี้โดยจั่วหัวข่าวว่า
“Thailand Boots Military ties with China amid US spat” (ประเทศไทยส่งเสริมความสัมพันธ์ทางทหารกับประเทศจีนท่ามกลางความไม่พอใจของสหรัฐอเมริกา)
และในเนื้อข่าวสำนักข่าวรอยเตอร์ก็ได้ระบุถึงยุทธวิธีของผู้กำหนดนโยบายของไทยที่ต้องการจะนำประเทศสาธารณรัฐประชาชนมาคานและดุลอำนาจกับประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศยุโรปอื่นๆ
โดยที่ทั้งประเทศจีนและประเทศไทยได้ตกลงร่วมมือทางทหารระหว่างกันที่จะเพิ่มการแลกเปลี่ยนข่าวกรองระหว่างกันตลอดจนถึงการร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น