กลุ่มชาตินิยมต่อต้านฝรั่งเศสในอินโดจีนที่เข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
สามารถได้ความเห็นอกเห็นใจจากฝ่ายประเทศไทยก็ต่อเมื่อประเทศไทยแลประเทศฝรั่งเศสยังเป็นศัตรูกันเท่านั้น
เมื่อความปรองดองระหว่างประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศสเกิดขึ้น
ก็ได้ส่งผลต่อกิจกรรมของพวกชาตินิยมในอินโดจีน
จอมพล ป.
พิบูลสงครามได้ให้คำสัญญากับอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยว่าเมื่อใดก็ตามที่เขาได้กลับมามีอำนาจอีกก็จะไม่ยอมให้ขบวนการชาตินิยมในอินโดจีนที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยได้ทำกิจกรรมต่อต้านประเทศฝรั่งเศส
เขาได้ดำเนินนโยบายนี้ตั้งแต่ก่อนที่จะได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำไป
คือเมื่อไม่กี่เดือนภายหลังจากที่ได้เกิดการรัฐประหารเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.
1947
สมาชิกของคณะรัฐประหารซึ่งมีความพยายามที่จะให้ความชอบธรรมแก่การรัฐประหารและป้องกันไมให้พวกเสรีไทยได้ทำการรัฐประหารซ้อนได้ออกคำสั่งมีใจความว่าชาวต่างประเทศซึ่งมีอาวุธในครอบครองจะต้องส่งมอบอาวุธเหล่านั้นแก่ทางเจ้าหน้าที่ไทย
ซึ่งคำสั่งนี้สอดคล้องกับสิ่งที่กระทรวงกลาโหมเรียกว่านโยบายใหม่ที่จะไม่ยอมให้ประเทศไทยถูกใช้ให้เป็นแหล่งสนับสนุนอาวุธให้แก่พวกคอมมิวนิสต์เพื่อทำลายชาวฝรั่งเศสซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของสหประชาชาติ
พวกนักชาตินิยมเวียดนามในกรุงเทพฯเป็นพวกแรกที่ประสบกับความลำบากจากนโยบายนี้โดยที่บ้านของพวกเขาถูกตรวจค้นและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เก็บสะสมไว้เพื่อนำไปใช้ในอินโดจีนถูกยึด
นักชาตินิยมชาวเวียดนามได้พยายามแจ้งกับเจ้าหน้าที่ทางทหารของไทยว่าพวกเขาจะไม่ใช้อาวุธเหล่านั้นเป็นอันตรายต่อประเทศไทยแต่จะใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชและปลดแอกของฝรั่งเศสเท่านั้น
และด้วยเหตุที่พวกเขาได้เคยช่วยประเทศไทยในการระดมชาวเวียดนามเข้ามาเป็นทหารในกองทัพไทยในระหว่างขัดแย้งระหว่างระเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศสในปี
ค.ศ. 1940-1941
พวกเขาจึงได้นำเรื่องนี้มาเตือนความจำของจอมพล ป. แต่จอมพล.ป
ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกได้บอกปัดในเรื่องนี้โดยกล่าวว่าเขารับผิดชอบเฉพาะในเรื่องการทหารเท่านั้นแลจะไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง
แต่เขาก็ได้รับข้อร้องเรียนของชาวเวียดนามและบอกว่าจะได้รายงานไปให้รัฐบาลเฉพาะกาลของนายควง
อภัยวงศ์ได้ทราบต่อไป
แม้ว่านายควงฯจะมีความเห็นอกเห็นใจในแนวทางต่อสู้ของพวกนักชาตินิยมชาวอินโดจีนเพราะเขามีความหวังว่าเมื่อพวกนักชาตินิยมเหล่านี้เอาชนะด้วยสงครามกองโจรกับฝรั่งเศสได้แล้ว
ประเทศไทยก็จะได้ดินแดนที่เสียไปในประเทศลาวและประเทศกัมพูชากลับคืนมาโดยอัตโนมัติ
แต่นายควงฯก็ได้ถูกคัดค้านจากคณะนายทหารที่ทำการรัฐประหารซึ่งยืนยันว่าต้องการให้ความรวมมือกับฝ่ายฝรั่งเศส
ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว
การคงอยู่ในดินแดนของประเทศไทยของพวกชาตินิยมชาวอินจีนก็ยังเป็นภัยคุกคามต่อสถานะทางการเมืองของคณะรัฐประหาร
ทั้งนี้ก็เพราะความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างกลุ่มชาตินิยมอินโดจีนกับกลุ่มเสรีไทยในระหว่างสงครามและในช่วงหลังสงครามก็เป็นเรื่องที่สร้างความวิตกกังวลให้แก่คณะรัฐประหาร
ยกตัวอย่างเช่น ได้มีข่าวลือว่า ดร.เหงียน ดึก กี ประธานคณะผู้แทนเวียดนามประจำประเทศไทยจะให้ความรวมมือกับนายปรีดี
พนมยงค์และคณะเสรีไทยที่พยายามกลับคืนสู่อำนาจ
ซึ่งข่าวลือเหล่านี้ก็น่าจะถูกสร้างขึ้นมาโดยชาวฝรั่งเศสเพื่อจะแยกขบวนการเวียดมินห์จากรัฐบาลไทย
แต่ทางดร.เหงียน ดึก กี ได้ปฏิเสธข่าวลือนี้ว่าไม่เป็นความจริง
ที่บอกว่ามีความร่วมมือกันระหว่างพวกนักชาติยมเวียดนามกับคณะเสรีไทย
และเขาได้ให้คำสัญญาว่าชุมชนเวียดนามในประเทศไทยจะไม่แทรกแซงในกิจการภายในของประเทศไทย
เมื่อคณะรัฐประหารมองเห็นอันตรายจากการร่วมมือกันระหว่างนักชาตินิยมเวียดนามกับคณะเสรีไทยเช่นนี้ก็ยิ่งมีเหตุผลที่จะแยกตนเองออกจากพวกนักชาตินิยมชาวเวียดนามมากขึ้น
เจ้าหน้าที่ของไทยจึงไม่มีท่าทีเมินเฉยต่อชาวเวียดนามที่กระทำกิจกรรมต่อต้านชาวฝรั่งเศสอีกต่อไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการตำรวจได้จับตาดูพฤติกรรมของชาวเวียดนามและผู้ลี้ภัยอื่นๆที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยอย่างไม่วางตา
นอกจากนั้นแล้วทางคณะรัฐประหารก็ยังให้ความสนใจในโครงการต่างๆของเสรีไทยและนักชาตินิยมชาวเวียดนาม
เช่น สันนิบาตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(South-East
Asia League) ซึ่งมีขอบข่ายที่กว้างใหญ่และมีส่วนกระทบต่ออนาคตของประเทศไทย
การที่มีนายเตียง ศิริขันธ์ ซึ่งเป็นเกนนำของคณะเสรีไทยและเป็นประธานของสันนิบาตฯด้วยนั้น
คณะรัฐประหารก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะทำลายสันนิบาตที่ตั้งขึ้นมาใหม่นี้ได้
นายปรีดี
พนมยงค์และสมาชิกเสรีไทยอื่นๆถูกกล่าวหาว่านำประเทศไทยให้เข้าไปอยู่ในสันนิบาตฯที่ถูกครอบงำโดยคอมมิวนิสต์
เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1948 นายเตียง ศิริขันธ์และสมาชิกของเสรีไทยคนอื่นๆในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและในภาคเหนือได้ถูกจับในข้อหาแบ่งแยกดินแดน
บ้านของสมาชิกของคณะเสรีไทย
เช่นบ้านของนายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ และบ้านของนายทอง กันทาธรรม
ได้ถูกตรวจค้นและยึดอาวุธที่จะส่งมอบแก่พวกชาตินิยมอินโดจีน
แม้ว่าจอมพล
ป.จะได้ให้ความร่วมมือกับฝรั่งเศสอย่างจำกัดแต่ฝรั่งเศสต้องการมาตรการความร่วมมือที่มากยิ่งขึ้นจากรัฐบาลไทย
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1948 คณะผู้แทนทหารของไทยได้รับเชิญให้ไปเยือนอินโดจีน
นำโดยพลโทกาจ กาจสงคราม ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก
ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนายทหารที่หัวรุนแรงในความรู้สึกต่อต้านฝรั่งเศส
ในการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการบอกว่า
วัตถุประสงค์ของคณะผู้แทนที่เดินทางไปอินโดจีนในครั้งนี้ คือ
1.เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างประเทศทั้งสอง 2. เพื่อความร่วมมือกันในการปราบปรามการการลักขโมยและการโจรกรรมในพื้นที่ทางพรมแดน
และ 3. เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามพรมแดนเพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ
จึง ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า
ทางฝรั่งเศสตั้งความหวังไว้ว่าผลของการเยือนของนายนายทหารคณะนี้จะทำให้ประเทศไทยให้ความร่วมมือในการปราบปรามกิจกรรมของพวกชาวชาวเวียดนามและพวกชาตินิยมอินโดจีนอื่นๆในประเทศไทย
ในฝ่ายของผู้กำหนดนโยบายของไทยนั้น
ความกลัวคอมมิวนิสต์จีนที่มีเพิ่มมากขึ้นในระหว่าง ค.ศ. 1948 ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นแรงกระตุ้นให้รัฐบาลไทยส่งคณะผู้แทนคณะนี้ไปยังนครไซง่อน
ทั้งนี้เพราะผู้กำหนดนโยบายของไทยมีความกลัวว่าประเทศจีนทั้งประเทศจะตกเป็นของคอมมิวนิสต์และประเทศไทยจะถูกคุกคามจากคอมมิวนิสต์ภายนอกประเทศและคอมมิวนิสต์ที่เข้ามาพำนักอยู่ในประเทศ
ด้วยเหตุนี้ผู้กำหนดนโยบายของไทยจึงต้องการปรับปรุงความสัมพันธ์กับอินโดจีนฝรั่งเศสซึ่งผู้กำหนดนโยบายของไทยถือว่าจะเป็นรัฐกันชนให้แก่ประเทศไทยได้
ในระหว่างที่พำนักอยู่ในอินโดจีนนั้น คณะนายทหารซึ่งนำโดยพลโทกาจฯได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของฝรั่งเศสรวมทั้งผู้สำเร็จราชการฝรั่งเศส
ทางฝรั่งเศสได้พาคณะนายทหารไทยไปเยี่ยมชมฐานทัพเรือ ฐานทัพบก
และฐานทัพอากาศของฝรั่งเศส ตลอดจนการแสดงต่างๆของทหารมีการโดดร่มเป็นต้น
มีการจัดงานเลี้ยงรับรองแก่คณะนายทหารไทยอย่างหรูหราและมีการเสิร์ฟเครื่องดื่มชั้นดีอย่างเช่นแชมเปญเป็นต้นด้วย
มีการเจรจากันระหว่างคณะทหารไทยกับเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสในความร่วมมือกันทางพรมแดนเพื่อป้องกันกลุ่มต่อต้านจากอินโดจีนไม่ให้ข้ามพรมแดนเข้ามาพักพิงอยู่ในดินแดนของประเทศไทยเมื่อถูกทหารฝรั่งเศสไล่ติดตาม
นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีการเจรจากันเกี่ยวกับเหตุการณ์ทั่วไปของโลกถึงความเป็นไปได้ที่จะหามาตรการต่อต้านการคุกคามของคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พลโทกาจฯเมื่อได้รับการร้องขอจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสให้ร่วมมือในการปราบปราบนักชาตินิยมชาวเวียดนาม
ชาวลาวและชาวกัมพูชาก็ได้ตอบว่าทางประเทศไทยจะให้ความร่วมมือกับฝรั่งเศสในการปราบปรามผู้ลี้ภัยจากอินโดจีนเฉพาะที่ละเมิดกฎหมายไทยเท่านั้น
แต่ในกรณีที่เป็นพวกที่ต่อสู่เพื่อเอกราชเพื่อปลดแอกจากประเทศประเทศล่าอาณานิคมทางประเทศไทยคงจะไม่เข้าไปแทรกแซงและปราบปราม
คำตอบที่กำกวมของพลโทกาจฯที่ให้แก่เจ้าหน้าที่ของฝรั่งเศสไม่ใช่นโยบายที่แท้จริงของจอมพล
ป. ทั้งนี้เพราะจอมพล ป.ต้องการให้ประเทศไทยร่วมมืออย่างเต็มที่กับเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส
เมื่อต้นเดือนธันวาคม ค.ศ. 1948 หม่อมเจ้าปรีดิเทพย์พงษ์ เทวกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสแสดงความปรารถนาของประเทศไทยที่จะมีความสัมพันธ์ฉันมิตรทางการเมืองและการเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ดีกับประเทศฝรั่งเศส
นับแต่นั้นมา จอมพล ป.ก็ได้นำนโยบายที่ประกาศผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศมาปฏิบัติอย่างจริงจัง
ทั้งนี้จอมพล ป.ได้ประกาศท่าทีที่เป็นศัตรูกับนักชาตินิยมชาวอินโดจีน
เขาได้กล่าวหาว่าคนเหล่านี้มาใช้ดินแดนไทยเป็นฐานปฏิบัติการต่อต้านอำนาจอาณานิคมของฝรั่งเศสตามพรมแดนของสองประเทศ
และได้ประกาศว่าเขาจะไม่อดทนที่จะให้คนเหล่านี้พำนักอยู่ในประเทศไทยเพราะเป็นพวกเขาที่เข้ามาแย่งงานของคนไทยทำตามพรมแดน
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1948 รัฐบาลของจอมพล
ป.ได้เริ่มมาตรการแรกในการบีบบังคับกลุ่มต่อต้านอินโดจีนโดยวิธีเก็บเงินค่าเข้าเมืองหัวละ
200 บาท
ในขณะเดียวกัน กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งไปทางผู้ว่าราชการจังหวัดที่อยู่ทางพรมแดนว่าให้ชักชวนผู้ลี้ภัยจากอินโดจีนได้เดินทางกลับไปยังอินโดจีนได้แล้วเนื่องจากเงื่อนไขของสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับเวียดนามที่ทำให้พวกเขาต้องหลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทยภายหลังสงครามแปซิฟิกได้สิ้นสุดลงแล้ว
ในต้นเดือนมกราคม ค.ศ. 1949
เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารของฝรั่งเศสได้เริ่มปฏิบัติการกวาดล้างพวกชาตินิยมจากอินโดจีนตามพรมแดนประเทศไทยกับอินโดจีน
ทางประเทศไทยก็ได้ให้ความร่วมมือกับฝ่ายฝรั่งเศสโดยแจ้งไปทางเจ้าหน้าที่จังหวัดต่างๆที่อยู่ทางพรมแดนประเทศไทยกับอินโดจีนว่าให้ผลักดันอย่าให้พวกชาตินิยมเข้ามาใช้ดินแดนประเทศไทยต่อต้านการปฏิบัติการของทหารฝรั่งเศส
นอกจากนั้นทางรัฐบาลไทยได้ประกาศคำสั่งว่า
พวกผู้ลี้ภัยที่ไม่ได้มีกิจกรรมทางการเมืองต่อต้านฝรั่งเศสได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่ในประเทศไทยต่อไปได้
ส่วนพวกที่ต่อต้านฝรั่งเศสที่อยู่ในดินแดนประเทศไทยจะถูกขับให้ออกไปอยู่ในอินโดจีน
จากผลของความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศสในการต่อต้านนักชาตินิยมชาวเวียดนามนี้เอง
ทำให้รัฐบาลเวียดนามในกรุงฮานอยได้ประกาศเป็นครั้งแรกว่าทางประเทศเวียดนามมีความสนใจที่จะมีความสัมพันธ์กับประเทศคอมมิวนิสต์จีน
ในต้นเดือนมกราคม ค.ศ. 1949 ประธานาธิบดีโฮจิมินห์ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามได้ประกาศทางวิทยุอย่างเป็นทางการว่าเวียดนามจะได้ผลประโยชน์สำคัญในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากชัยชนะของประชาชนจีน
และคำประกาศนี้ได้ตามมาด้วยรายงานว่าประธานาธิบดีโฮจิมินห์ได้บรรลุข้อตกลงลับกับเหม๋าเจ๋อตง
อย่างไรก็ดี แม้ว่าฝ่ายไทยจะให้ความร่วมมือกับฝ่ายฝรั่งเศสตามพรมแดนแต่ฝ่ายไทยแต่ก็ยังได้อนุญาตให้องค์การทางการเมืองของเวียดมินห์อยู่ในประเทศไทยต่อไป
องค์การทางการเมืองเหล่านี้ ได้แก่ ผู้แทนรัฐบาลเวียดนาม
สำนักบริการข่าวสารเวียดนาม
สมาคมบรรเทาทุกข์เวียดนาม และคณะกรรมการซื้ออาวุธเวียดนาม
ท่าทีอยากจะเป็นกลางคือนั่งอยู่บนรั้วของฝ่ายไทยเพื่อดูว่าฝ่ายไหนจะชนะระหว่างประเทศฝรั่งเศสกับชาวเวียดนามได้สิ้นสุดลงในเดือนกุมภาพันธ์
ค.ศ. 1950 เมื่อรัฐบาลไทยของจอมพล ป. ได้ให้การรับรองแก่รัฐบาลลาว
รัฐบาลเวียดนามและรัฐบาลกัมพูชาที่เป็นหุ่นเชิดของประเทศฝรั่งเศส
พวกเขมรอิสระก็ได้ประสบกับความเดือดร้อนจากการขึ้นสู่อำนาจของจอมพล ป.
การรัฐประหารในปี ค.ศ. 1747 ได้ทำลายขบวนการเขมรอิสระในประเทศไทย
พวกเขมรอิสระต้องทิ้งค่ายฝึกทางทหารที่ตั้งอยู่ในพรมแดนไทยและพวกที่ได้รับการฝึกทางด้านการทหารมาแล้วต่างกระจัดระจายอยู่ตามพรมแดนประเทศไทย-ประเทศกัมพูชา
ทางทหารไทยได้ทำการกวาดล้างพวกเขมรอิสระ ตลอดจนองค์การการทางการเมืองของพวกเขา
คือ หน่วยโฆษณาชวนเชื่อ หน่วยซื้ออาวุธ และหน่วยหารายได้ ซึ่งหน่วยเหล่านี้ต้องดำเนินการในทางลับได้เท่านั้น
หลังจากที่จอมพล ป.เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีนายฮุล
วงศ์อานุภาพ นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลกัมพูชาอิสระได้ถูกจับในข้อหาขายรถไฟอย่างผิดกฎหมาย
ในขณะเดียวกันการเจรจาระหว่างฝ่ายฝรั่งเศสกับฝ่ายเขมรอิสระได้ดำเนินไปโดยมีวัตถุประสงค์ให้พวกที่อยู่ในกรุงเทพฯเดินทางกลับไปยังกัมพูชา
เขมรอิสระบางคนได้เดินทางกลับกัมพูชาในขณะที่บางคนได้หันไปขอรับการสนับสนุนจากเวียตมินห์แม้ว่าพวกกัมพูชาจะถือว่าพวกเวียดนามจะเป็นศัตรูของพวกตนมาอย่างชนิดที่ไม่เผาผีกันในอดีตที่ยาวนานก็ตาม
แม้แต่พระพิเศษพานิช(หรือปก
คุณ) ผู้ก่อตั้งเขมรอิสระในปี ค.ศ. 1940 ก็มีรายงานว่าได้เข้าร่วมกับเวียดมินห์และคอมมิวนิสต์
ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1949
พระพิเศษพานิชได้ประกาศว่า
ผลของสงครามกลางเมืองของชาวจีนเป็นปัญหาสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากพวกคอมมิวนิสต์จีนเสนออาวุธให้แก่พวกเราเพื่อขับไล่ฝรั่งเศสพวกเราก็จะยอมรับอาวุธเหล่านั้นแม้ว่ามันจะหมายถึงพากเราต้องกลายเป็นแดงก็ตาม
จอมพล ป. ได้แสดงความไม่เป็นมิตรเพิ่มมากยิ่งขึ้นต่อพวกเสรีลาวอีกเช่นเดียวกัน และพวกเสรีลาวต่างก็ตระหนักถึงท่าทีนิยมตะวันตกและต่อต้านคอมมิวนิสต์ของจอมพล
ป.
ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1948
รัฐบาลเฉพาะกาลของลาวอิสระในกรุงเทพฯได้ประกาศแถงการณ์ 4 ข้อ
มีความว่าลาวอิสระเป็นพวกประเพณีนิยม นิยมเจ้าและนับถือพระพุทธศาสนาและรัฐบาลลาวอิสระเป็นรัฐบาลชาตินิยมอย่างแท้จริง
ลาวอิสระจะไม่มีวันเป็นคอมมิวนิสต์โดยเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นวันนี้หรือในวันข้างหน้า
ถึงแม้ว่าจอมพล ป.จะพึงพอใจกับแถลงการณ์ต่อต้านคอมมิวนิสต์ของลาวอิสระดังกล่าว
แต่จอมพล ป.ก็ไม่สามารถจะคบกับผู้นำของอิสระต่อไปได้
ทั้งนี้ก็เพราะในหมู่ลาวอิสระนั้น ท้าวอุ่น ชนะนิกร ได้ทำงานอยู่กับนายจิม
ทอมป์สัน ในธุรกิจไหมไทย เป็นบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับพวกหน่วยโอเอสเอส (Office
of Strategic Services)ของสหรัฐอเมริกา
ซึ่งมีความใกล้ชิดและทำงานร่วมกับคณะเสรีไทยระว่างสงคราม
ความไม่ชอบหน้าท้าวอุ่น ชนะนิกรของจอมพล
ป.เพิ่มมากขึ้นภายหลังการก่อกบฏวังหลวงในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1949
ซึ่งกบฏครั้งนี้เป็นฝีมือของนายปรีดี พนมยงค์และคณะเสรีไทยโดยมีวัตถุประสงค์จะกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่ง
ท้าวอุ่นเป็นผู้ใกล้ชิดและทำงานทำงานร่วมกับเสรีไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จึงเป็นที่หวาดระแวงของจอมพล ป. และจอมพล
ป.จึงได้ตัดสินใจออกคำสั่งให้ทหารเสรีลาวอออกไปจากประเทศไทยเพื่อจะแยกพวกเขาออกจากพวกเสรีไทย
พวกทหารเสรีลาวจึงได้ข้ามแม่น้ำโขงกลับคืนสู่ประเทศลาว
ในขณะที่รัฐบาลเฉพาะกาลลาวอิสระยังคงอยู่ในกรุงเทพฯ
กระดูกสันหลังของขบวนการลาวอิสระในประเทศไทยได้หักสะบั้นลงเมื่อลาวได้ลงนามในสนธิสัญญากับประเทศฝรั่งเศสเมื่อวันที่
19 กรกฎาคม ค.ศ. 1949 ตามมาด้วยการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของลาวโดยมีเจ้าสุวรรณภูมา(น้องชายต่างมารดาของเจ้าเพชรราช)
เป็นนายกรัฐมนตรี
พระยาคำเม้า วิไล ท้าวกระต่าย โดน สโสฤทธิ์
และเจ้าสุวรรณภูมาได้ประกาศว่าพวกตนพึงพอใจที่ลาวได้เอกราชอย่างแท้จริงและดังนั้นจึงได้ประกาศยุบรัฐบาลลาวอิสระเมื่อวันที่
4 ตุลาคม ค.ศ. 1949
ได้มีการดำเนินการขอเดินทางกลับลาวของพวกลาวอิสระโดยมีมเหสีของเจ้าสุวรรณภูมาที่เป็นชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ดำเนินการติดต่อกับรัฐบาลฝรั่งเศส
ทางประเทศฝรั่งเศสได้ตกลงตามคำขอและได้ดำเนินการจัดหาพาหนะต่างๆพร้อมกับมอบเงินทุนให้แก่ผู้นำลาวอิสระได้เดินทางกลับประเทศลาวในเดือนพฤศจิกายน
แต่ทว่าในจำนวนผู้นำลาวอิสระเหล่านี้
เจ้าเพชรราชและเจ้าสุภานุวงศ์ไม่ยอมเดินทางกลับประเทศลาว โดยเจ้าเพชรราชได้อยู่ในกรุงเทพฯต่อไปพร้อมด้วยมเหสีที่เป็นหญิงไทยชิ่อหม่อมอภินพร
ส่วนเจ้าสุภานุวงศ์ในช่วงสองสามเดือนก่อนที่พวกผู้นำลาวอิสระจะเดินทางกลับประเทศลาว
ได้ประกาศแนวทางที่แตกต่างจากแนวทางของพี่ชายทั้งสองคน
และได้นำคณะเข้าไปทางประเทศลาวทางตะวันออกและได้ร่วมมือกับพวกเวียดมินห์
ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับขบวนการชาตินิยมฝรั่งเศสมีความเย็นชาต่อกันแต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศสมีแต่ดีวันดีคืน
นับตั้งแต่เดือนเมษายน ค.ศ. 1949 เป็นต้นไป
ประเทศไทยและประเทศฝรั่งเศสได้ประกาศยกสถานะความสัมพันธ์ทางการทูตจากระดับอัครราชทูตเป็นระดับเอกอัครรราชทูตในกรุงเทพฯและในกรุงปารีส
สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสในกรุงเทพฯจึงเป็นสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศในอันดับที่
4 ต่อจากสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา และสถานเออัครราชทูตจีน ตามลำดับ
ความรู้สึกนิยมตะวันตกของฝ่ายกำหนดนโยบายของไทยในสมัยจอมพล ป.ได้ถึงจุดสูงสุดเมื่อประเทศไทยได้ให้การรับรองรัฐบาลเวียดนาม
รัฐบาลลาว และรัฐบาลกัมพูชาที่เป็นหุ่นเชิดของรัฐบาลฝรั่งเศส.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น