วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ผลกระทบของการปรองดองระหว่างประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศสที่มีต่อขบวนการชาตินิยมอินโดจีน




กลุ่มชาตินิยมต่อต้านฝรั่งเศสในอินโดจีนที่เข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สามารถได้ความเห็นอกเห็นใจจากฝ่ายประเทศไทยก็ต่อเมื่อประเทศไทยแลประเทศฝรั่งเศสยังเป็นศัตรูกันเท่านั้น เมื่อความปรองดองระหว่างประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศสเกิดขึ้น ก็ได้ส่งผลต่อกิจกรรมของพวกชาตินิยมในอินโดจีน

จอมพล ป. พิบูลสงครามได้ให้คำสัญญากับอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยว่าเมื่อใดก็ตามที่เขาได้กลับมามีอำนาจอีกก็จะไม่ยอมให้ขบวนการชาตินิยมในอินโดจีนที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยได้ทำกิจกรรมต่อต้านประเทศฝรั่งเศส

เขาได้ดำเนินนโยบายนี้ตั้งแต่ก่อนที่จะได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำไป คือเมื่อไม่กี่เดือนภายหลังจากที่ได้เกิดการรัฐประหารเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1947

สมาชิกของคณะรัฐประหารซึ่งมีความพยายามที่จะให้ความชอบธรรมแก่การรัฐประหารและป้องกันไมให้พวกเสรีไทยได้ทำการรัฐประหารซ้อนได้ออกคำสั่งมีใจความว่าชาวต่างประเทศซึ่งมีอาวุธในครอบครองจะต้องส่งมอบอาวุธเหล่านั้นแก่ทางเจ้าหน้าที่ไทย

ซึ่งคำสั่งนี้สอดคล้องกับสิ่งที่กระทรวงกลาโหมเรียกว่านโยบายใหม่ที่จะไม่ยอมให้ประเทศไทยถูกใช้ให้เป็นแหล่งสนับสนุนอาวุธให้แก่พวกคอมมิวนิสต์เพื่อทำลายชาวฝรั่งเศสซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของสหประชาชาติ

พวกนักชาตินิยมเวียดนามในกรุงเทพฯเป็นพวกแรกที่ประสบกับความลำบากจากนโยบายนี้โดยที่บ้านของพวกเขาถูกตรวจค้นและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เก็บสะสมไว้เพื่อนำไปใช้ในอินโดจีนถูกยึด

นักชาตินิยมชาวเวียดนามได้พยายามแจ้งกับเจ้าหน้าที่ทางทหารของไทยว่าพวกเขาจะไม่ใช้อาวุธเหล่านั้นเป็นอันตรายต่อประเทศไทยแต่จะใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชและปลดแอกของฝรั่งเศสเท่านั้น

และด้วยเหตุที่พวกเขาได้เคยช่วยประเทศไทยในการระดมชาวเวียดนามเข้ามาเป็นทหารในกองทัพไทยในระหว่างขัดแย้งระหว่างระเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1940-1941

พวกเขาจึงได้นำเรื่องนี้มาเตือนความจำของจอมพล ป. แต่จอมพล.ป ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกได้บอกปัดในเรื่องนี้โดยกล่าวว่าเขารับผิดชอบเฉพาะในเรื่องการทหารเท่านั้นแลจะไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่เขาก็ได้รับข้อร้องเรียนของชาวเวียดนามและบอกว่าจะได้รายงานไปให้รัฐบาลเฉพาะกาลของนายควง อภัยวงศ์ได้ทราบต่อไป

แม้ว่านายควงฯจะมีความเห็นอกเห็นใจในแนวทางต่อสู้ของพวกนักชาตินิยมชาวอินโดจีนเพราะเขามีความหวังว่าเมื่อพวกนักชาตินิยมเหล่านี้เอาชนะด้วยสงครามกองโจรกับฝรั่งเศสได้แล้ว ประเทศไทยก็จะได้ดินแดนที่เสียไปในประเทศลาวและประเทศกัมพูชากลับคืนมาโดยอัตโนมัติ แต่นายควงฯก็ได้ถูกคัดค้านจากคณะนายทหารที่ทำการรัฐประหารซึ่งยืนยันว่าต้องการให้ความรวมมือกับฝ่ายฝรั่งเศส

ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว การคงอยู่ในดินแดนของประเทศไทยของพวกชาตินิยมชาวอินจีนก็ยังเป็นภัยคุกคามต่อสถานะทางการเมืองของคณะรัฐประหาร

ทั้งนี้ก็เพราะความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างกลุ่มชาตินิยมอินโดจีนกับกลุ่มเสรีไทยในระหว่างสงครามและในช่วงหลังสงครามก็เป็นเรื่องที่สร้างความวิตกกังวลให้แก่คณะรัฐประหาร

ยกตัวอย่างเช่น ได้มีข่าวลือว่า ดร.เหงียน ดึก กี ประธานคณะผู้แทนเวียดนามประจำประเทศไทยจะให้ความรวมมือกับนายปรีดี พนมยงค์และคณะเสรีไทยที่พยายามกลับคืนสู่อำนาจ 

ซึ่งข่าวลือเหล่านี้ก็น่าจะถูกสร้างขึ้นมาโดยชาวฝรั่งเศสเพื่อจะแยกขบวนการเวียดมินห์จากรัฐบาลไทย แต่ทางดร.เหงียน ดึก กี ได้ปฏิเสธข่าวลือนี้ว่าไม่เป็นความจริง ที่บอกว่ามีความร่วมมือกันระหว่างพวกนักชาติยมเวียดนามกับคณะเสรีไทย และเขาได้ให้คำสัญญาว่าชุมชนเวียดนามในประเทศไทยจะไม่แทรกแซงในกิจการภายในของประเทศไทย

เมื่อคณะรัฐประหารมองเห็นอันตรายจากการร่วมมือกันระหว่างนักชาตินิยมเวียดนามกับคณะเสรีไทยเช่นนี้ก็ยิ่งมีเหตุผลที่จะแยกตนเองออกจากพวกนักชาตินิยมชาวเวียดนามมากขึ้น

 เจ้าหน้าที่ของไทยจึงไม่มีท่าทีเมินเฉยต่อชาวเวียดนามที่กระทำกิจกรรมต่อต้านชาวฝรั่งเศสอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการตำรวจได้จับตาดูพฤติกรรมของชาวเวียดนามและผู้ลี้ภัยอื่นๆที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยอย่างไม่วางตา 

นอกจากนั้นแล้วทางคณะรัฐประหารก็ยังให้ความสนใจในโครงการต่างๆของเสรีไทยและนักชาตินิยมชาวเวียดนาม เช่น  สันนิบาตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(South-East Asia League) ซึ่งมีขอบข่ายที่กว้างใหญ่และมีส่วนกระทบต่ออนาคตของประเทศไทย

การที่มีนายเตียง ศิริขันธ์ ซึ่งเป็นเกนนำของคณะเสรีไทยและเป็นประธานของสันนิบาตฯด้วยนั้น คณะรัฐประหารก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะทำลายสันนิบาตที่ตั้งขึ้นมาใหม่นี้ได้

นายปรีดี พนมยงค์และสมาชิกเสรีไทยอื่นๆถูกกล่าวหาว่านำประเทศไทยให้เข้าไปอยู่ในสันนิบาตฯที่ถูกครอบงำโดยคอมมิวนิสต์

เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1948 นายเตียง ศิริขันธ์และสมาชิกของเสรีไทยคนอื่นๆในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและในภาคเหนือได้ถูกจับในข้อหาแบ่งแยกดินแดน

 บ้านของสมาชิกของคณะเสรีไทย เช่นบ้านของนายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ และบ้านของนายทอง กันทาธรรม ได้ถูกตรวจค้นและยึดอาวุธที่จะส่งมอบแก่พวกชาตินิยมอินโดจีน

แม้ว่าจอมพล ป.จะได้ให้ความร่วมมือกับฝรั่งเศสอย่างจำกัดแต่ฝรั่งเศสต้องการมาตรการความร่วมมือที่มากยิ่งขึ้นจากรัฐบาลไทย

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1948 คณะผู้แทนทหารของไทยได้รับเชิญให้ไปเยือนอินโดจีน นำโดยพลโทกาจ กาจสงคราม ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนายทหารที่หัวรุนแรงในความรู้สึกต่อต้านฝรั่งเศส

 ในการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการบอกว่า วัตถุประสงค์ของคณะผู้แทนที่เดินทางไปอินโดจีนในครั้งนี้ คือ 1.เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างประเทศทั้งสอง 2. เพื่อความร่วมมือกันในการปราบปรามการการลักขโมยและการโจรกรรมในพื้นที่ทางพรมแดน และ 3. เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามพรมแดนเพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ

จึง ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า ทางฝรั่งเศสตั้งความหวังไว้ว่าผลของการเยือนของนายนายทหารคณะนี้จะทำให้ประเทศไทยให้ความร่วมมือในการปราบปรามกิจกรรมของพวกชาวชาวเวียดนามและพวกชาตินิยมอินโดจีนอื่นๆในประเทศไทย

ในฝ่ายของผู้กำหนดนโยบายของไทยนั้น ความกลัวคอมมิวนิสต์จีนที่มีเพิ่มมากขึ้นในระหว่าง ค.ศ. 1948  ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นแรงกระตุ้นให้รัฐบาลไทยส่งคณะผู้แทนคณะนี้ไปยังนครไซง่อน

ทั้งนี้เพราะผู้กำหนดนโยบายของไทยมีความกลัวว่าประเทศจีนทั้งประเทศจะตกเป็นของคอมมิวนิสต์และประเทศไทยจะถูกคุกคามจากคอมมิวนิสต์ภายนอกประเทศและคอมมิวนิสต์ที่เข้ามาพำนักอยู่ในประเทศ

ด้วยเหตุนี้ผู้กำหนดนโยบายของไทยจึงต้องการปรับปรุงความสัมพันธ์กับอินโดจีนฝรั่งเศสซึ่งผู้กำหนดนโยบายของไทยถือว่าจะเป็นรัฐกันชนให้แก่ประเทศไทยได้

ในระหว่างที่พำนักอยู่ในอินโดจีนนั้น คณะนายทหารซึ่งนำโดยพลโทกาจฯได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของฝรั่งเศสรวมทั้งผู้สำเร็จราชการฝรั่งเศส

ทางฝรั่งเศสได้พาคณะนายทหารไทยไปเยี่ยมชมฐานทัพเรือ ฐานทัพบก และฐานทัพอากาศของฝรั่งเศส ตลอดจนการแสดงต่างๆของทหารมีการโดดร่มเป็นต้น มีการจัดงานเลี้ยงรับรองแก่คณะนายทหารไทยอย่างหรูหราและมีการเสิร์ฟเครื่องดื่มชั้นดีอย่างเช่นแชมเปญเป็นต้นด้วย

 มีการเจรจากันระหว่างคณะทหารไทยกับเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสในความร่วมมือกันทางพรมแดนเพื่อป้องกันกลุ่มต่อต้านจากอินโดจีนไม่ให้ข้ามพรมแดนเข้ามาพักพิงอยู่ในดินแดนของประเทศไทยเมื่อถูกทหารฝรั่งเศสไล่ติดตาม 

นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีการเจรจากันเกี่ยวกับเหตุการณ์ทั่วไปของโลกถึงความเป็นไปได้ที่จะหามาตรการต่อต้านการคุกคามของคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พลโทกาจฯเมื่อได้รับการร้องขอจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสให้ร่วมมือในการปราบปราบนักชาตินิยมชาวเวียดนาม ชาวลาวและชาวกัมพูชาก็ได้ตอบว่าทางประเทศไทยจะให้ความร่วมมือกับฝรั่งเศสในการปราบปรามผู้ลี้ภัยจากอินโดจีนเฉพาะที่ละเมิดกฎหมายไทยเท่านั้น แต่ในกรณีที่เป็นพวกที่ต่อสู่เพื่อเอกราชเพื่อปลดแอกจากประเทศประเทศล่าอาณานิคมทางประเทศไทยคงจะไม่เข้าไปแทรกแซงและปราบปราม

คำตอบที่กำกวมของพลโทกาจฯที่ให้แก่เจ้าหน้าที่ของฝรั่งเศสไม่ใช่นโยบายที่แท้จริงของจอมพล ป.  ทั้งนี้เพราะจอมพล ป.ต้องการให้ประเทศไทยร่วมมืออย่างเต็มที่กับเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส

เมื่อต้นเดือนธันวาคม ค.ศ. 1948  หม่อมเจ้าปรีดิเทพย์พงษ์ เทวกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสแสดงความปรารถนาของประเทศไทยที่จะมีความสัมพันธ์ฉันมิตรทางการเมืองและการเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ดีกับประเทศฝรั่งเศส

นับแต่นั้นมา จอมพล ป.ก็ได้นำนโยบายที่ประกาศผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ทั้งนี้จอมพล ป.ได้ประกาศท่าทีที่เป็นศัตรูกับนักชาตินิยมชาวอินโดจีน

เขาได้กล่าวหาว่าคนเหล่านี้มาใช้ดินแดนไทยเป็นฐานปฏิบัติการต่อต้านอำนาจอาณานิคมของฝรั่งเศสตามพรมแดนของสองประเทศ

และได้ประกาศว่าเขาจะไม่อดทนที่จะให้คนเหล่านี้พำนักอยู่ในประเทศไทยเพราะเป็นพวกเขาที่เข้ามาแย่งงานของคนไทยทำตามพรมแดน

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1948 รัฐบาลของจอมพล ป.ได้เริ่มมาตรการแรกในการบีบบังคับกลุ่มต่อต้านอินโดจีนโดยวิธีเก็บเงินค่าเข้าเมืองหัวละ 200 บาท 

ในขณะเดียวกัน กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งไปทางผู้ว่าราชการจังหวัดที่อยู่ทางพรมแดนว่าให้ชักชวนผู้ลี้ภัยจากอินโดจีนได้เดินทางกลับไปยังอินโดจีนได้แล้วเนื่องจากเงื่อนไขของสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับเวียดนามที่ทำให้พวกเขาต้องหลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทยภายหลังสงครามแปซิฟิกได้สิ้นสุดลงแล้ว

ในต้นเดือนมกราคม ค.ศ. 1949  เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารของฝรั่งเศสได้เริ่มปฏิบัติการกวาดล้างพวกชาตินิยมจากอินโดจีนตามพรมแดนประเทศไทยกับอินโดจีน

ทางประเทศไทยก็ได้ให้ความร่วมมือกับฝ่ายฝรั่งเศสโดยแจ้งไปทางเจ้าหน้าที่จังหวัดต่างๆที่อยู่ทางพรมแดนประเทศไทยกับอินโดจีนว่าให้ผลักดันอย่าให้พวกชาตินิยมเข้ามาใช้ดินแดนประเทศไทยต่อต้านการปฏิบัติการของทหารฝรั่งเศส

นอกจากนั้นทางรัฐบาลไทยได้ประกาศคำสั่งว่า พวกผู้ลี้ภัยที่ไม่ได้มีกิจกรรมทางการเมืองต่อต้านฝรั่งเศสได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่ในประเทศไทยต่อไปได้ ส่วนพวกที่ต่อต้านฝรั่งเศสที่อยู่ในดินแดนประเทศไทยจะถูกขับให้ออกไปอยู่ในอินโดจีน

จากผลของความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศสในการต่อต้านนักชาตินิยมชาวเวียดนามนี้เอง ทำให้รัฐบาลเวียดนามในกรุงฮานอยได้ประกาศเป็นครั้งแรกว่าทางประเทศเวียดนามมีความสนใจที่จะมีความสัมพันธ์กับประเทศคอมมิวนิสต์จีน

ในต้นเดือนมกราคม ค.ศ. 1949 ประธานาธิบดีโฮจิมินห์ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามได้ประกาศทางวิทยุอย่างเป็นทางการว่าเวียดนามจะได้ผลประโยชน์สำคัญในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากชัยชนะของประชาชนจีน และคำประกาศนี้ได้ตามมาด้วยรายงานว่าประธานาธิบดีโฮจิมินห์ได้บรรลุข้อตกลงลับกับเหม๋าเจ๋อตง

อย่างไรก็ดี แม้ว่าฝ่ายไทยจะให้ความร่วมมือกับฝ่ายฝรั่งเศสตามพรมแดนแต่ฝ่ายไทยแต่ก็ยังได้อนุญาตให้องค์การทางการเมืองของเวียดมินห์อยู่ในประเทศไทยต่อไป องค์การทางการเมืองเหล่านี้ ได้แก่ ผู้แทนรัฐบาลเวียดนาม สำนักบริการข่าวสารเวียดนาม  สมาคมบรรเทาทุกข์เวียดนาม และคณะกรรมการซื้ออาวุธเวียดนาม 

ท่าทีอยากจะเป็นกลางคือนั่งอยู่บนรั้วของฝ่ายไทยเพื่อดูว่าฝ่ายไหนจะชนะระหว่างประเทศฝรั่งเศสกับชาวเวียดนามได้สิ้นสุดลงในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1950 เมื่อรัฐบาลไทยของจอมพล ป. ได้ให้การรับรองแก่รัฐบาลลาว รัฐบาลเวียดนามและรัฐบาลกัมพูชาที่เป็นหุ่นเชิดของประเทศฝรั่งเศส

พวกเขมรอิสระก็ได้ประสบกับความเดือดร้อนจากการขึ้นสู่อำนาจของจอมพล ป. การรัฐประหารในปี ค.ศ. 1747 ได้ทำลายขบวนการเขมรอิสระในประเทศไทย

พวกเขมรอิสระต้องทิ้งค่ายฝึกทางทหารที่ตั้งอยู่ในพรมแดนไทยและพวกที่ได้รับการฝึกทางด้านการทหารมาแล้วต่างกระจัดระจายอยู่ตามพรมแดนประเทศไทย-ประเทศกัมพูชา

ทางทหารไทยได้ทำการกวาดล้างพวกเขมรอิสระ ตลอดจนองค์การการทางการเมืองของพวกเขา คือ หน่วยโฆษณาชวนเชื่อ หน่วยซื้ออาวุธ และหน่วยหารายได้ ซึ่งหน่วยเหล่านี้ต้องดำเนินการในทางลับได้เท่านั้น 

หลังจากที่จอมพล ป.เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีนายฮุล วงศ์อานุภาพ นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลกัมพูชาอิสระได้ถูกจับในข้อหาขายรถไฟอย่างผิดกฎหมาย

 ในขณะเดียวกันการเจรจาระหว่างฝ่ายฝรั่งเศสกับฝ่ายเขมรอิสระได้ดำเนินไปโดยมีวัตถุประสงค์ให้พวกที่อยู่ในกรุงเทพฯเดินทางกลับไปยังกัมพูชา 

เขมรอิสระบางคนได้เดินทางกลับกัมพูชาในขณะที่บางคนได้หันไปขอรับการสนับสนุนจากเวียตมินห์แม้ว่าพวกกัมพูชาจะถือว่าพวกเวียดนามจะเป็นศัตรูของพวกตนมาอย่างชนิดที่ไม่เผาผีกันในอดีตที่ยาวนานก็ตาม

 แม้แต่พระพิเศษพานิช(หรือปก คุณ) ผู้ก่อตั้งเขมรอิสระในปี ค.ศ. 1940 ก็มีรายงานว่าได้เข้าร่วมกับเวียดมินห์และคอมมิวนิสต์ ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1949

พระพิเศษพานิชได้ประกาศว่า ผลของสงครามกลางเมืองของชาวจีนเป็นปัญหาสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากพวกคอมมิวนิสต์จีนเสนออาวุธให้แก่พวกเราเพื่อขับไล่ฝรั่งเศสพวกเราก็จะยอมรับอาวุธเหล่านั้นแม้ว่ามันจะหมายถึงพากเราต้องกลายเป็นแดงก็ตาม

จอมพล ป. ได้แสดงความไม่เป็นมิตรเพิ่มมากยิ่งขึ้นต่อพวกเสรีลาวอีกเช่นเดียวกัน  และพวกเสรีลาวต่างก็ตระหนักถึงท่าทีนิยมตะวันตกและต่อต้านคอมมิวนิสต์ของจอมพล ป.

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1948 รัฐบาลเฉพาะกาลของลาวอิสระในกรุงเทพฯได้ประกาศแถงการณ์ 4 ข้อ มีความว่าลาวอิสระเป็นพวกประเพณีนิยม นิยมเจ้าและนับถือพระพุทธศาสนาและรัฐบาลลาวอิสระเป็นรัฐบาลชาตินิยมอย่างแท้จริง  ลาวอิสระจะไม่มีวันเป็นคอมมิวนิสต์โดยเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นวันนี้หรือในวันข้างหน้า

ถึงแม้ว่าจอมพล ป.จะพึงพอใจกับแถลงการณ์ต่อต้านคอมมิวนิสต์ของลาวอิสระดังกล่าว แต่จอมพล ป.ก็ไม่สามารถจะคบกับผู้นำของอิสระต่อไปได้

ทั้งนี้ก็เพราะในหมู่ลาวอิสระนั้น ท้าวอุ่น ชนะนิกร ได้ทำงานอยู่กับนายจิม ทอมป์สัน ในธุรกิจไหมไทย เป็นบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับพวกหน่วยโอเอสเอส (Office of  Strategic Services)ของสหรัฐอเมริกา  ซึ่งมีความใกล้ชิดและทำงานร่วมกับคณะเสรีไทยระว่างสงคราม

ความไม่ชอบหน้าท้าวอุ่น ชนะนิกรของจอมพล ป.เพิ่มมากขึ้นภายหลังการก่อกบฏวังหลวงในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1949 ซึ่งกบฏครั้งนี้เป็นฝีมือของนายปรีดี พนมยงค์และคณะเสรีไทยโดยมีวัตถุประสงค์จะกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่ง

ท้าวอุ่นเป็นผู้ใกล้ชิดและทำงานทำงานร่วมกับเสรีไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นที่หวาดระแวงของจอมพล ป. และจอมพล ป.จึงได้ตัดสินใจออกคำสั่งให้ทหารเสรีลาวอออกไปจากประเทศไทยเพื่อจะแยกพวกเขาออกจากพวกเสรีไทย พวกทหารเสรีลาวจึงได้ข้ามแม่น้ำโขงกลับคืนสู่ประเทศลาว ในขณะที่รัฐบาลเฉพาะกาลลาวอิสระยังคงอยู่ในกรุงเทพฯ

กระดูกสันหลังของขบวนการลาวอิสระในประเทศไทยได้หักสะบั้นลงเมื่อลาวได้ลงนามในสนธิสัญญากับประเทศฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1949 ตามมาด้วยการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของลาวโดยมีเจ้าสุวรรณภูมา(น้องชายต่างมารดาของเจ้าเพชรราช) เป็นนายกรัฐมนตรี

พระยาคำเม้า วิไล ท้าวกระต่าย โดน สโสฤทธิ์ และเจ้าสุวรรณภูมาได้ประกาศว่าพวกตนพึงพอใจที่ลาวได้เอกราชอย่างแท้จริงและดังนั้นจึงได้ประกาศยุบรัฐบาลลาวอิสระเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 1949 

ได้มีการดำเนินการขอเดินทางกลับลาวของพวกลาวอิสระโดยมีมเหสีของเจ้าสุวรรณภูมาที่เป็นชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ดำเนินการติดต่อกับรัฐบาลฝรั่งเศส

ทางประเทศฝรั่งเศสได้ตกลงตามคำขอและได้ดำเนินการจัดหาพาหนะต่างๆพร้อมกับมอบเงินทุนให้แก่ผู้นำลาวอิสระได้เดินทางกลับประเทศลาวในเดือนพฤศจิกายน

 แต่ทว่าในจำนวนผู้นำลาวอิสระเหล่านี้ เจ้าเพชรราชและเจ้าสุภานุวงศ์ไม่ยอมเดินทางกลับประเทศลาว โดยเจ้าเพชรราชได้อยู่ในกรุงเทพฯต่อไปพร้อมด้วยมเหสีที่เป็นหญิงไทยชิ่อหม่อมอภินพร

ส่วนเจ้าสุภานุวงศ์ในช่วงสองสามเดือนก่อนที่พวกผู้นำลาวอิสระจะเดินทางกลับประเทศลาว ได้ประกาศแนวทางที่แตกต่างจากแนวทางของพี่ชายทั้งสองคน และได้นำคณะเข้าไปทางประเทศลาวทางตะวันออกและได้ร่วมมือกับพวกเวียดมินห์

ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับขบวนการชาตินิยมฝรั่งเศสมีความเย็นชาต่อกันแต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศสมีแต่ดีวันดีคืน

นับตั้งแต่เดือนเมษายน ค.ศ. 1949 เป็นต้นไป ประเทศไทยและประเทศฝรั่งเศสได้ประกาศยกสถานะความสัมพันธ์ทางการทูตจากระดับอัครราชทูตเป็นระดับเอกอัครรราชทูตในกรุงเทพฯและในกรุงปารีส 

สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสในกรุงเทพฯจึงเป็นสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศในอันดับที่ 4 ต่อจากสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร  สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา  และสถานเออัครราชทูตจีน ตามลำดับ

ความรู้สึกนิยมตะวันตกของฝ่ายกำหนดนโยบายของไทยในสมัยจอมพล ป.ได้ถึงจุดสูงสุดเมื่อประเทศไทยได้ให้การรับรองรัฐบาลเวียดนาม รัฐบาลลาว และรัฐบาลกัมพูชาที่เป็นหุ่นเชิดของรัฐบาลฝรั่งเศส.




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น