ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1938 พันเอก แปลก
พิบูลสงคราม(หรือหลวงพิบูลสงคราม)
ได้เข้าดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยต่อจากพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา
เมื่อพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาซึ่งมีแนวความคิดทางการเมืองแบบกลางๆได้ออกไปจากตำแหน่งไปแล้ว
ก็ได้เปิดทางให้แนวความคิดที่มีความเข้มข้นทางลัทธิชาตินิยมและลัทธิเผด็จการได้บังเกิดขึ้นในประเทศไทย
นอกจากพันเอกแปลกฯจะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วก็ยังได้ควบตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมหาดไทย
ยิ่งไปกว่านั้นพันเอก
แปลกฯยังได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย
จากการที่พันเอกแปลกฯควบทั้งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
รัฐมนตรีว่ากระทรวงกมหาดไทยและตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกก็เป็นหลักประกันให้จอมพลแปลกฯสามารถควบคุมกำลังพลในกองทัพ
ผู้ว่าราชการจังหวัดและกำลังตำรวจทั้งหมด
และต่อมาเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1939
พันเอกแปลกฯก็ได้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแทนเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ(จิตร
ณ สงขลา)
แม้ว่าพันเอกแปลกฯจะเลือกนายดิเรก
ชัยนามมานักการทูตที่มีความสามารถมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศแต่ในข้อเท็จจริงพันเอกแปลกฯคือผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศอย่างแท้จริง
นายดิเรกฯได้รับบทบาทเป็นเพียงผู้บริหารผู้หนึ่งในกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น
ในคณะรัฐมนตรีพันเอกแปลกฯในบางครั้งก็ได้แจ้งคำตัดสินใจของเขาให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบภายหลังจากที่เขาได้ตัดสินใจไปเรียบร้อยแล้วเท่านั้นเอง
จากหลายตัวอย่างต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของนโยบายต่างประเทศจอมพลฯแปลกได้ดำเนินการเจรจาเรื่องที่มีความสำคัญมากในทางลับและไม่ได้แจ้งให้คณะรัฐมนตรีได้ทราบ
ส่วนในด้านนโยบายภายในประเทศนั้น
พันเอกแปลกฯได้นำวิธีการของพวกเผด็จการในยุโรปร่วมสมัยมาใช้
ลัทธิชาตินิยมได้ถูกนำมาเน้นย้ำในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะด้านการทหาร ด้านการเศรษฐกิจ
ด้านการเมือง และด้านวัฒนธรรม
จากการสร้างความรู้สึกชาตินิยมให้เกิดขึ้นอย่างเข้มข้นนี้เองได้นำไปสู่การเสนอให้เปลี่ยนแปลงชื่อประเทศจากเดิม”ประเทศสยาม”
มาเป็น”ประเทศไทย”และเปลี่ยนชื่อคนไทยจาก”ชาวสยาม”
เป็น “ชาวไทย” ในเดือนกรกฎาคม
ค.ศ. 1939
วัตถุประสงค์ของพันเอกแปลกฯในการการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในครั้งนี้ปรากฏชัดว่า คำว่า “ไทย” หรือ
“ไต” นอกจากจะใช้เรียกคนพื้นเมืองแห่งประเทศสยามแล้วแต่คำนี้ยังใช้เรียกคนในตระกูลเผ่า
“ไต”ทั้งหมด
ซึ่งอีกครึ่งหนึ่งพำนักอยู่นอกพรมแดนของประเทศไทย
แต่ทางรัฐบาลไทยของพันเอกแปลกฯได้พยายามที่จะอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงชื่อประเทศและชื่อของประชาชนในแง่ของชาติพันธ์โดยได้อธิบายว่า
เนื่องจากชาวไทยเรียกตนเองว่า”คนไทย”และประเทศของตนเองว่า”เมืองไทย”
รัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่จะเปลี่ยนชื่อทางการของประเทศให้สอดคล้องกับชื่อเผ่าพันธุ์และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน
อย่างไรก็ดี นักเขียนในประเทศตะวันตกผู้หนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตในเรื่องการเปลี่ยนแปลงชื่อประเทศในครั้งนี้ว่าเป็นการรื้อฟื้นความใฝ่ฝันในอดีตของอาณาจักรช้างเผือกที่จะนำคนไทยที่กระจัดกระจายอยู่ภายใต้ร่มธงของประเทศจีน
ประเทศฝรั่งเศสและประเทศสหราชอาณาจักรได้เข้ามาอยู่ในร่มธงของประเทศไทย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น