วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การก้าวขึ้นสู่อำนาจของหลวงพิบูสงครามก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง



ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1938 พันเอก แปลก พิบูลสงคราม(หรือหลวงพิบูลสงคราม) ได้เข้าดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยต่อจากพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา

เมื่อพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาซึ่งมีแนวความคิดทางการเมืองแบบกลางๆได้ออกไปจากตำแหน่งไปแล้ว ก็ได้เปิดทางให้แนวความคิดที่มีความเข้มข้นทางลัทธิชาตินิยมและลัทธิเผด็จการได้บังเกิดขึ้นในประเทศไทย

นอกจากพันเอกแปลกฯจะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วก็ยังได้ควบตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมหาดไทย   

ยิ่งไปกว่านั้นพันเอก แปลกฯยังได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย จากการที่พันเอกแปลกฯควบทั้งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่ากระทรวงกมหาดไทยและตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกก็เป็นหลักประกันให้จอมพลแปลกฯสามารถควบคุมกำลังพลในกองทัพ ผู้ว่าราชการจังหวัดและกำลังตำรวจทั้งหมด 

และต่อมาเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1939 พันเอกแปลกฯก็ได้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแทนเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ(จิตร ณ สงขลา) 

แม้ว่าพันเอกแปลกฯจะเลือกนายดิเรก ชัยนามมานักการทูตที่มีความสามารถมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศแต่ในข้อเท็จจริงพันเอกแปลกฯคือผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศอย่างแท้จริง นายดิเรกฯได้รับบทบาทเป็นเพียงผู้บริหารผู้หนึ่งในกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น

ในคณะรัฐมนตรีพันเอกแปลกฯในบางครั้งก็ได้แจ้งคำตัดสินใจของเขาให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบภายหลังจากที่เขาได้ตัดสินใจไปเรียบร้อยแล้วเท่านั้นเอง 

จากหลายตัวอย่างต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของนโยบายต่างประเทศจอมพลฯแปลกได้ดำเนินการเจรจาเรื่องที่มีความสำคัญมากในทางลับและไม่ได้แจ้งให้คณะรัฐมนตรีได้ทราบ 

ส่วนในด้านนโยบายภายในประเทศนั้น พันเอกแปลกฯได้นำวิธีการของพวกเผด็จการในยุโรปร่วมสมัยมาใช้ ลัทธิชาตินิยมได้ถูกนำมาเน้นย้ำในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะด้านการทหาร ด้านการเศรษฐกิจ ด้านการเมือง และด้านวัฒนธรรม

จากการสร้างความรู้สึกชาตินิยมให้เกิดขึ้นอย่างเข้มข้นนี้เองได้นำไปสู่การเสนอให้เปลี่ยนแปลงชื่อประเทศจากเดิมประเทศสยามมาเป็นประเทศไทยและเปลี่ยนชื่อคนไทยจากชาวสยามเป็น ชาวไทยในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1939

วัตถุประสงค์ของพันเอกแปลกฯในการการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในครั้งนี้ปรากฏชัดว่า  คำว่า ไทยหรือ ไตนอกจากจะใช้เรียกคนพื้นเมืองแห่งประเทศสยามแล้วแต่คำนี้ยังใช้เรียกคนในตระกูลเผ่า ไตทั้งหมด ซึ่งอีกครึ่งหนึ่งพำนักอยู่นอกพรมแดนของประเทศไทย 

แต่ทางรัฐบาลไทยของพันเอกแปลกฯได้พยายามที่จะอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงชื่อประเทศและชื่อของประชาชนในแง่ของชาติพันธ์โดยได้อธิบายว่า เนื่องจากชาวไทยเรียกตนเองว่าคนไทยและประเทศของตนเองว่าเมืองไทยรัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่จะเปลี่ยนชื่อทางการของประเทศให้สอดคล้องกับชื่อเผ่าพันธุ์และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน 

อย่างไรก็ดี นักเขียนในประเทศตะวันตกผู้หนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตในเรื่องการเปลี่ยนแปลงชื่อประเทศในครั้งนี้ว่าเป็นการรื้อฟื้นความใฝ่ฝันในอดีตของอาณาจักรช้างเผือกที่จะนำคนไทยที่กระจัดกระจายอยู่ภายใต้ร่มธงของประเทศจีน ประเทศฝรั่งเศสและประเทศสหราชอาณาจักรได้เข้ามาอยู่ในร่มธงของประเทศไทย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น