วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชและนโยบายต่างประเทศของไทย




ในบรรดาพระมหากษัตริย์ของไทยในสมัยอยุธยา สมเด็จพระนารายณ์หาราชได้รับการยอมรับทรงมีความชำนิชำนาญในการนำมหาอำนาจหนึ่งมาคานและดุลอีกมหาอำนาจหนึ่ง

ในระหว่างรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช(ค.ศ.1656-1668)พวกดัตช์ซึ่งประสบความสำเร็จในการสู้รบกับพวกโปรตุเกสทุกหนทุกแห่งในเอเชียได้เข้ามาแข่งขันกับพวกฝรั่งเศสในกรุงศรีอยุธยา และได้แสดงก้าวร้าวต่อประเทศไทย(ที่สมัยนั้นเรียกว่าสยาม)

ในปี ค.ศ. 1664 พวกดัตช์ต้องการสิทธิพิเศษทางการค้าหลายอย่าง เมื่อไม่ได้สิทธิพิเศษทางการค้าเหล่านี้ก็ได้ส่งเรือรบมาปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่เป็นเวลานาน

ประเทศไทยในขณะนั้นไม่มีเรือรบที่มีขีดความสามารถในการต้านทานเรือรบของดัตช์ได้ ฝ่ายไทยจึงได้ยอมให้สิทธิพิเศษทางการค้าต่างๆแก่พวกดัตช์ และเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 1664 ได้มีการลงนามในสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฮอลันดาซึ่งมีผลให้พวกดัตช์ได้ผูกขาดในการค้าหนังสัตว์ทั้งหมดในประเทศไทย

บทบัญญัติที่สำคัญที่สุดในสนธิสัญญาฉบับนี้ได้กำหนดให้ประเทศไทยต้องให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตแก้ชาวดัตช์ที่พำนักอยู่ในประเทศไทย นับว่าเป็นการสูญเสียสิทธิสภาพนอกอาณษเขตของประทศไทยเป็นครั้งแรก

พลังอำนาจของชาวดัตช์ในทะเลตะวันออกและท่าทีที่ทะนงตัวของพวกดัตช์ในกรุงศรีอยุธยาได้สร้างความตื่นตระหนกในหมู่ของชาวไทยและรัฐบาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชต้องการประเทศอังกฤษให้มาคานอำนาจของฮอลันดา

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชไม่เพียงแต่ส่งเสริมการค้าของชาวอังกฤษกับประเทศไทยเท่านั้นแต่ได้ไปถึงขั้นว่าจ้างชาวอังกฤษจำนวนหนึ่งเป็นผู้บังคับการเรือรบของประเทศไทยเสียอีกด้วย

ในปี ค.ศ. 1676 ในความพยายามที่ทรงจะส่งเสริมการค้าของประเทศอังกฤษ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทรงให้พ่อค้าชาวอังกฤษในกรุงศรีอยุธยากู้เงินปลอดดอกเบี้ย 1 หมื่นปอนด์

นโยบายต่างประเทศของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่จะใช้ประเทศอังกฤษคานอำนาจกับประเทศฮอลันดามีแนวโน้มน้อยมากที่จะประสบความสำเร็จ

อิทธิพลของประเทศอังกฤษในขณะนั้นแทบจะไม่มีอยู่ เพราะประเทศอังกฤษตอนนั้นมัววุ่นอยู่กับความวุ่นวายของการสืบทอดราชบัลลังก์ของพระเจ้าเจมส์

ความกลัวประเทศฮฮลันดาจึงได้ผลักดันให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชไปทางประเทศฝรั่งเศส พระองค์ได้ให้การส่งเสริมการเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันแคทอลิกของคณะมิชชันนารีฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาทำงานอยู่ในกรุงศรีอยุธยานับแต่ ค.ศ. 1662

คอนสแตน ฟอลคอน นักผจญภัยชาวกรีก ซึ่งรับราชการจนได้ดีได้เป็นสมุหนายกของประเทศไทย ได้ให้การสนับสนุนแก่ชาวฝรั่งเศส และบริษัทอีสต์อินเดียฝรั่งเศสได้รับอนุญาตให้ตั้งโรงงานในกรุงศรีอยุธยาใน ค.ศ. 1680

ได้มีการเดินทางแลกเปลี่ยนคณะทูตระหว่างประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1685 และอภิสิทธิ์ทางด้านการค้าอย่างกว้างขวางและสิทธิสภาพนอกอาณาเขตทางฝ่ายไทยได้ให้แก่ชาวฝรั่งเศสเหนือบริษัทการค้าของชาวดัตช์และชาวอังกฤษ
นโยบายต่างประเทศของสมเด็จพระนารายณ์ในการแสวงหาดุลอำนาจในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แม้ว่าจะดำเนินไปได้ด้วยดี แต่ก็มีอันต้องสะดุดทำให้เดินหน้าต่อไปไม่ได้

ได้เกิดการต่อต้านชาวยุโรปขึ้นในกรุงศรีอยุธยา และเป็นเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ไทยที่คนไทยได้แสดงการต่อต้านศาสนาอื่น 

ทั้งนี้ก็เพราะพวกขุนนางไทยกลัวว่าฝรั่งเศสมีเป้าหมายที่ควบคุมสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและประเทศไทยโดยผ่านทางศาสนาคริสตัง

พวกขุนนางไทยจำนวนมากมีความเชื่อว่าฝรั่งเศสต้องการจะทำให้ประชาชนไทยเลิกนับถือพระพุทธศาสนาและหันไปนับถือศาสนาคริสต์แทน ตลอดจนถึงขั้นยึดประเทศไทยให้เป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเลยทีเดียว

ข้อกล่าวหาของฝ่ายขุนนางไทยไม่ใช่ว่าจะไม่มีมูลเสียทีเดียว ทั้งนี้เพราะมีข่างลืออย่างหนาหูในขณะนั้นว่า องค์รัชทายาทของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจะเข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันแคทอลิก และแนวความคิดที่จะให้มวลชนชาวไทยเข้ารีตศาสนาคริสต์นิกายโรมันแคทอลิกซึ่งนำโดยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ถูกนำไปพูดกันในประเทศฝรั่งเศสในขณะนั้นด้วย
นอกจากนั้นแล้ว แรงจูงใจที่จะได้ดินแดนของไทยคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของการส่งทหารและเรือรบชองประเทศฝรั่งเศสเข้ามายังประเทศไทย กองทหารฝรั่งเศสเหล่านี้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ควบคุมท่าเรือของไทยบางแห่ง เช่น กรุงเทพฯ และมะริด(ขณะนี้อยู่ในพม่าแต่ขณะนั้นเป็นดินแดนของไทย)

ในปี ค.ศ. 1688 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้สิ้นพระชนม์และคอนสแตน ฟอลคอนได้ถูกสังหาร ได้เกิดการจลาจลทั่วกรุงศรีอยุธยา 

ประชาชนชาวไทยได้ให้การสนับสนุนพระเพทราชาซึ่งเป็นตัวแทนของพวกขุนทางฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายต่อต้านชาวต่างประเทศได้เสด็จขึ้นสู่ราชบัลลังก์ของไทย

พวกพ่อค้าและทหารของฝั่งเศสได้ถูกขับไล่ออกไปจากประเทศไทย มีแต่คณะมิชชันนารีชาวฝรั่งเศสเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่ในประเทศไทยต่อไป

นับแต่ปี ค.ศ. 1688 ราชอาณาจักรไทยได้โดดเดี่ยวตนเองจากชาติตะวันตก ชาวไทยมีความรู้สึกต่อต้านชาวยุโรปโยทั่วไปและมีความรู้สึกต่อต้านชาวฝรั่งเศสเป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นเช่นนี้มาอย่างต่อและเนื่องยาวนานกว่า 1 ศตวรรษ.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น