ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ในประเทศไทยภายใต้การนำของพันเอกแปลก
พิบูลสงคราม(หรือหลวงพิบูลสงคราม) ได้เกิดบวนการทางเผ่าพันธุ์และทางวัฒนธรรมขึ้นมา
คือ ขบวนการรวมคนไทยในแคว้นต่างๆ หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Greater Thai
Movement หรือ Pan-Thaiism ซึ่งได้พัฒนาขึ้นมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศไทยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี
ค.ศ. 1932
ขบวนการรวมคนไทยในแคว้นต่างๆนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวมดินแดนทั้งหมดที่มีคนที่มีเชื้อสายเผ่าไตพำนักอยู่เข้ารวมกันในราชอาณาจักรไทย
พื้นที่ส่วนใหญ่ที่จะนำมารวมไว้ในราชอาณาจักรไทยนี้ประกอบด้วยดินแดนลาวที่อยู่ในความอารักขาของอินโดจีนฝรั่งเศส
รัฐต่างๆของพม่า พื้นที่ต่างๆของมณฑลยูนนานในประเทศจีน และพื้นที่ในตังเกี๋ยของอินจีนฝรั่งเศส
แต่เมื่อพิจารณาถึงด้านสุดโต่งในแนวคิดของขบวนการนี้แล้ว
พื้นที่จะนำมารวมอยู่ในราชอาณาจักรไทย
จะรวมไปถึงแคว้นอัสสัมในบริติซอินเดีย(ของจักรวรรดิอังกฤษ)
ผู้เป็นต้นความคิดและผู้ให้การสนับสนุนในขบวนการรวมคนไทยในแคว้นต่างๆนี้
ได้แก่ หลวงวิจิตวาทการ(วิจิตร วิจิตรวาทการ, ชื่อเดิม
กิมเหลียง วัฒนปฤดา)
อธิบดีกรมศิลปากรและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลพันเอกแปลก
พิบูลสงคราม
หลวงวิจิตรวาทการได้เป็นผู้ประพันธ์คำร้องและทำนองเพลงปลุกใจ
ตื่นเถิดชาวไทย และต้นตระกูลไทย เป็นต้น นอกจากนั้นก็ยังแต่งบทละครอิงประวัติศาสตร์
และเพลงประกอบละครเหล่านั้น ไว้หลายเรื่องและหลายเพลง
ขบวนการรวมคนไทยในแคว้นต่างๆได้เรียกร้องให้คนเผ่าไตที่กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆในเอเชียได้เกิดจิตสำนึกในความสามัคคีระหว่างกัน
และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในด้านวัฒนธรรมและในด้านความเป็นประชาชาติ
ในปี ค.ศ. 1935 หลวงวิจิตวาทการได้สร้างทฤษฎีของตนเองขึ้นมาว่า:
คนไทยซึ่งเกิดมาจากชาติพันธุ์เดียวกัน พูดภาษาถิ่นต่างกัน แต่มีภาษาแม่เหมือนกัน
นับถือศาสนาเดียวกันคือศาสนาพุทธ
เป็นพวกที่ถูกบังคับให้อพยพลงมาทางใต้ของประเทศจีนซึ่งเมื่อหลายศตวรรษมาแล้วได้ก่อตั้งราชอาณาจักรของพวกตนขึ้นมา
คนเผ่าไตเหล่านี้ในปัจจุบันได้แก่พวกฉาน พวกลาว และพวกสยาม จำนวนของคนเผ่าไตเหล่านี้ซึ่งเป็นกลุ่มต่างเผ่าพันธุ์หลากหลาย
มีจำนวนระหว่าง 20-30 ล้านคน ในจำนวนนี้ที่เป็นคนสยามมีจำนวนราว
12 ล้าน(ทั้งนี้ไม่รวมคนจีน)
ขบวนการรวมคนไทยในแคว้นต่างๆได้มีลักษณะทางการเมืองและทางทหารซึ่งปรากฏเช่นชัดมากภายหลังจากที่ประเทศฝรั่งเศสได้พ่ายแพ้แก่กองทัพของประเทศเยอรมนีในเดือนมิถุนายน
ค.ศ. 1940 และได้บีบประเทศฝรั่งเศสให้คืนดินแดนที่ประเทศไทยเคยสูญเสียในอินโดจีนให้แก่ประเทศไทย
หลวงวิจิตวาทการต้องการให้คนไทยนอกประเทศไทยที่พูดภาษาไตทั่วทุกแห่งในเอเชีย
ไม่ว่าจะอยู่การปกครองของประเทศฝรั่งเศส
ประเทศสหราชอาณาจักรและประเทศจีนได้เข้ามาอยู่ในร่มธงของประเทศไทย
หลวงวิจิตรวาทการได้กล่าวถึงความจำเป็นของการรวมคนเผ่าไตเข้ามาอยู่ในประเทศไทย
เพราะหากมารวมอยู่ด้วยกันก็จะทำให้ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจ และถ้าหากยังอยู่แยกกันก็จะทำให้ประเทศไทยล่มสลายได้
หลวงวิจิตรวาทการบอกด้วยว่าความคิดเห็นของเขาได้มาจากความคิดของพันเอกแปลกฯ
นายกรัฐมนตรี
ในการแสดงปาฐกถาแก่อาจารย์และนักศึกษาของกรมยุทธศึกษาทหารบกเมื่อวันที่ 17
ธันวาคม ค.ศ. 1940 โดยหลวงวิจิตรวาทการกล่าวในตอนหนึ่งของปาฐกถาว่า:
สิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดนั้นเป็นความจริง
เมื่อสงครามในปัจจุบันยุติลงแล้ว จะไม่มีชาติเล็กๆในโลก
แต่ทุกชาติจะถูกรวมกันเป็นชาติใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงมีหนทางให้เลือกสำหรับพวกเราอยู่
2 ทาง คือ
ทางที่ 1 เราต้องเป็นมหาอำนาจ
ทางที่ 2 เราถูกกลืนโดยมหาอำนาจอื่น
เมื่อเราสามารถได้ดินแดนที่สูญเสียไปกลับคืนมา
เราก็มีความหวังว่าจะได้เป็นมหาอำนาจ
ทั้งนี้เพราะนอกจากจะทำให้เรามีดินแดนเพิ่มขึ้นและมีประชากรเพิ่มขึ้นแล้วเราก็จะสามารถติดต่อกับคนไทยที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคต่างๆคือทางภาคเหนือ
ได้แก่ ดินแดนสิบสองจุไทย(ดินแดนที่อยู่ทางเวียดนามตอนเหนือ)
ซึ่งมีประชากรที่มีเลือดไทยและเป็นลูกหลานไทยอยู่จำนวน 24 ล้านคน
และคนไทยเหล่านี้ล้วนเป็นคนไทยและพูดภาษาไทยทั้งนั้น
จากปาฐกถานี้แสดงให้เห็นว่า หลวงวิจิตรวาทการมีความใฝ่ฝันที่จะสร้าง”จักรวรรดิไทย”ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลโดยมีเนื้อที่:
1.จากประเทศจีนในทางภาคเหนือเรื่อยลงมาทางคาบสมุทรมาเลย์ในทางภาคใต้
2.และพื้นที่จากเวียดนามทางทิศตะวันออกไปจรดถึงพม่าทางทิศตะวันตก
จักรวรรดิไทยดังกล่าวจะถูกจัดตั้งขึ้นมาโดยการรวมดินแดนส่วนต่างๆในอินโดจีน
ของประเทศฝรั่งเศส ดินแดนในรัฐฉานของประเทศสหราชอาณาจักร
และพื้นที่อื่นๆที่อยู่ทางประเทศจีนตอนใต้.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น