ความสัมพันธ์ของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านออกมาในรูปของการติดต่อทางการค้า
การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ตลอดจนการขัดแย้งทางการทหารและการเมือง
นโยบายต่างประเทศของประเทศไทยต่อประเทศเพื่อนบ้านมักจะมีลักษณะแข็งกร้าวเมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายต่างประเทศของประเทศไทยต่อมหาอำนาจภายนอกในระดับภูมิภาค
ความสัมพันธ์ต่างประเทศในยุคแรกๆของประเทศไทยก่อนที่ประเทศยุโรปจะเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของนโยบายทำลายอาณาจักรกัมพูชา
การหลบหลีกการถูกครอบงำโดยประเทศจีนและประเทศพม่า
และการแข่งขันกับพม่าและเวียดนามเพื่อเข้าควบคุมประเทศที่อ่อนแอในภูมิภาคนี้
เครื่องมือและวิธีการที่ถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายของนโยบายของประเทศไทยเหล่านี้มีความแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ในสมัยนั้นๆ
ประเทศจีนเป็นมหาอำนาจที่โดดเด่นจากภายนอกประเทศแรกที่ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยได้ทำความพยายามที่จะผ่อนปรนด้วย
การับรู้ของผู้กำหนดนโยบายของไทยถึงภัยคุกคามจากประเทศจีนมีรากเหง้ามาจากครั้งโบราณกาล
ความกลัวว่าประเทศจีนจะเข้ามาครอบงำประเทศไทยได้ถูกฝังลึกอยู่ในจิตสำนึกของคนไทยซึ่งได้อพยพจากประเทศจีนทางตอนใต้เพื่อจะหลบหนีจากการครอบงำของจีน
คนไทยมีความเชื่อในตำนานว่าพวกเขาอพยพมาจากอาณาจักรน่านเจ้าซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณที่ปัจจุบันอยู่ในมณฑลยูนนานทางภาคใต้ของประเทศจีน
เมื่อประเทศจีนทำการกดขี่ข่มเหงชาวไทยที่อาณาจักรน่านเจ้าชาวไทยก็ได้อพยพออกจากน่านเจ้าเข้ามาทางประเทศไทยบ้าง ทางประเทศพม่าบ้าง ทางประเทศลาวบ้าง
ทางรัฐอัสสัมของประเทศอินเดียบ้าง
จากตำนานบอกว่าการอพยพของคนไทยครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายคือตอนที่กองทัพของจักรพรรดิกุบไลข่านเข้ายึดเมืองตาลิฟูของอาณาจักรน่านเจ้าเมื่อปี
ค.ศ. 1253
จากทัศนะของคนไทยมีความเห็นว่า
ในตอนนั้นไม่มีมหาอำนาจใดในเอเชียที่มีแสนายานุภาพที่ยิ่งใหญ่พอที่จะนำมาคานอำนาจของประเทศจีนได้
ประเทศจีนทั้งในข้อเท็จจริงและในชื่อเป็น”อาณาจักรกลาง”
ที่ถูกแวดล้อมด้วยประเทศป่าเถื่อนทั้งหลาย ด้วยเหตุที่มหาอำนาจที่โดดเด่นในเอเชียมีเพียงประเทศเดียวคือประเทศจีน
ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยถึงได้พยายามโอนอ่อนผ่อนตามประเทศจีนมาโดยตลอด
นับตั้งแต่ยุคกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีของประเทศไทยในคริสต์ศตวรรษที่ 13
จวบจนกระทั่งถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ของยุคกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีของประเทศไทยในคริสต์ศตวรรษที่
19
ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยได้ให้การรับรองประเทศจีนว่าเป็นมหามหาอำนาจที่เข้มแข็งที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และด้วยเหตุนี้ทางประเทศไทยจึงได้ดำรงความสัมพันธ์ฉันมิตรกับประเทศจีน
โดยทางฝ่ายประเทศไทยได้มีความสัมพันธ์ในรูปของบรรณาการกับราชสำนักจีน และได้มีการส่งคณะทูตหลายคณะไปยังประเทศจีนเพื่อนำบรรณาการไปมอบแก่ทางราชสำนักจีน
ในขณะที่ผู้นำของประเทศจีนถือว่าบรรณาการที่ทางประเทศไทยส่งไปให้ประเทศจีนเป็นการแสดงว่าประเทศไทยเป็นประเทศราชของประเทศจีน
แต่ทางประเทศไทยถือว่าคณะทูตที่ส่งไปยังประเทศจีนเป็นเพียงแต่นำของกำนัลไปมอบให้ประเทศจีนเพื่อที่ฝ่ายไทยจะได้สิทธิพิเศษทางด้านการค้ากับประเทศจีนเท่านั้นเอง
ความสัมพันธ์ในลักษณะของรัฐบรรณาการนี้ได้อำนวยประโยชน์ทางการเมืองที่สำคัญแก่ฝ่ายประเทศไทย
เพราะประเทศจีนไม่เคยส่งทหารบุกเข้ามารุกรานประเทศไทยทั้งๆที่ประเทศจีนเคยส่งทหารเข้าไปรุกรานประเทศพม่าและประเทศเวียดนาม
พระมหากษัตริย์ไทย อย่างเช่น พระเจ้ารามคำแหงมหาราชแห่งราชอาณาจักรสุโขทัยได้รับอนุญาตจากประเทศจีนให้ดำเนินนโยบายขยายดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ความสัมพันธ์ในรูปของรัฐบรรณาการนี้ได้ยุติลงเมื่อความเป็นมหาอำนาจโดดเด่นของประเทศจีนได้เสื่อมคลายลงไป
การพ่ายแพ้ของประเทศจีนในสงครามฝิ่นครั้งที่สอง (ค.ศ.1856–1860)ได้นำไปสู่ข้อสรุปของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 4 ว่า อำนาจของอาณาจักรกลางคือจีนได้หมดสิ้นลงแล้ว และได้มีมหาอำนาจใหม่คือชาตตะวันตกเกิดขึ้นแทนจีนซึ่งไทยจะได้เข้าไปทำความสนิทสนมแทน
ดังนั้นนับตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(ค.ศ.
1851-1868)จวบจนกระทั่งถึงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีนจึงไม่ได้รับการสถาปนาระหว่างกัน
ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาเป็นศัตรูกันมากกว่าเป็นมิตรกัน และผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีของประเทศไทยได้ทำการต่อสู้กับชาวกัมพูชามายาวนานเพื่ออิสรภาพจากจักรวรรดิซึ่งเดิมเป็นผู้ปกครองของคนไทย
ในราวปี ค.ศ. 1238
คนไทยได้ยึดเมืองสุโขทัยซึ่งเป็นเมืองทางภาคเหนือของประเทศกัมพูชาแล้วสถาปนาเป็นประเทศเอกราชและในที่สุดได้ขยายอำนาจมาครอบครองพื้นที่ราบของแม่น้ำเจ้าพระยาได้ทั้งหมด
การเกิดขึ้นของราชอาณาจักรสุโขทัยนี้ในที่สุดอาณาจักรนี้ก็ได้เข้าแทนที่จักรวรรดิกัมพูชาอันเกรียงไกลโดยซึ่งมีเมืองหลวงที่นครวัต
นับตั้งแต่เริ่มแรกแล้วผู้กำหนดนโยบายของไทยได้ใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ในแบบรัฐบรรณาการกับประเทศจีนเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของนโยบายขยายดินแดนของตนโดยฝ่ายที่สูญเสียประโยชน์คือจักรวรรดิกัมพูชา
ในขณะที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งกรุงสุโขทัยได้สถาปนาความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับสมเด็จพระจักรพรรดิกุบไลข่านที่เข้ามาปกครองประเทศจีนนั้น
ทางพระเจ้าชยวรมันแห่งจักรวรรดิกัมพูชามีทิฐิมานะทรงทะนงตนไม่ยอมอ่อนน้อมต่อประเทศจีน
พระเจ้าชยวรมันได้ปฏิเสธที่จะส่งบรรณาการไปให้ประเทศจีนและมิหนำซ้ำยังได้จับกุมและคุมขังทูตของสมเด็จพระจักรพรรดิกุลไลข่านเสียอีกด้วย
จากเหตุการณ์ของความสัมพันธ์ที่เย็นชาต่อกันระหว่างประเทศจีนกับจักรวรรดิกัมพูชานี่เอง
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชจึงได้รับการสนับสนุนจากสมเด็จพระจักรพรรดิกุบไลข่านให้ทำลายความเข้มแข็งของจักรวรรดิกัมพูชา
ดังนั้นเมื่อถึง ต้นปี ค.ศ. 1300 ราชอาณาจักรสุโขทัยจึงสามารถแผ่อำนาจไปทางทิศตะวันตกจรดถึงอ่าวเบงกอล
ทางใต้ลงไปถึงคาบสมุทรมาเลย์จรดประเทศสิงคโปร์ในปัจจุบัน
ส่วนทางตะวันออกเฉียงเหนือก็ไปจนถึงอาณาจักรเวียงจันทน์
อย่างไรก็ดีได้มีรัฐใหม่ของชาวไทยอีกรัฐหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.
1950
ในตอนกลางของประเทศไทยในปัจจุบันและนำไปสู่การล่มสลายของราชอาณาจักรสุโขทัยภายหลังจากเป็นราชธานีของประเทศไทยมาเป็นเวลา
132 ปี
ราชอาณาจักรไทยที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้มีนครหลวงอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาห่างจากกรุงเทพฯนครหลวงปัจจุบันไปทางเหนือประมาณ
45 ไมล์
ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศไทยในยุคกรุงกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี(1350-1767)
ได้ดำเนินนโยบายพิชิตจักรวรรดิกัมพูชา
โดยฝ่ายไทยได้ทำสงครามกับฝ่ายกัมพูชาหลายต่อหลายครั้งและในที่สุดได้ผลักดันให้ชาวกัมพูชาต้องย้ายนครหลวงจากนครวัตในคริสต์ศตวรรษที่
15
และหลังจากนั้นมาจักรวรรดิกัมพูชาก็ได้อ่อนแอลงมากจนกระทั่งได้กลายเป็นประเทศราชของชาวไทยในที่สุด
ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16
ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศชองไทยได้ประสบกับลำบากในการดำเนินนโยบายขยายดินแดนในประเทศกัมพูชา
ทั้งนี้เพราะประเทศไทยต้องพบกับศึก 2 ด้าน คือ
ทางด้านหนึ่งได้แก่ประเทศกัมพูชาซึ่งมักถือโอกาสตอนประเทศไทยมีปัญหาทางด้านอื่นทำการกบฏต่อต้านอำนาจของฝ่ายไทย
กับอีกด้านหนึ่งคือทางด้านประเทศพม่าซึ่งมีผลประโยชน์คือการท้าทายสถานะอันโดดเด่นของประเทศไทย
หากการครอบงำของประเทศจีนต่อประเทศไทยสามารถหลีกเลี่ยงได้เพราะปัจจัยคือความได้เปรียบทางด้านภูมิศาสตร์กล่าวคือประเทศไทยอยู่ห่างจากประเทศจีน
และความเฉลียวฉลาดทางการทูตของผู้กำหนดนโยบายของไทย
แต่ในกรณีของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่ากลับไม่เป็นเช่นนั้น
ทั้งนี้เพราะประเทศพม่ามีพรมแดนติดกับประเทศไทย
และไม่มีประเทศกันชนระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า
จึงส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า
ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศไทยถือว่าประเทศพม่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของประเทศไทย
ดังจะเห็นได้ว่าตลอดช่วงที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้น
ประเทศพม่าได้เป็นภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดต่อเอกราชของประเทศไทย
ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศไทยต่อประเทศพม่านั้น
ผู้กำหนดนโยบายของไทยได้ใช้เครื่องมือคือการทำสงครามอย่างต่อเนื่องกับประเทศพม่า
นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19
ประเทศไทยและประเทศพม่าได้ทำสงครามกันมาตลอด
ซึ่งรูปแบบของความสัมพันธ์อย่างนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปเมื่อประเทศพม่าได้ตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่
19
ในประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่านั้น
ประเทศพม่าสมารถเอาชนะประเทศไทยถึง 2 ครั้ง
คือ ครั้งที่ 1 เมื่อค.ศ. 1568 โดยกองทัพพม่าได้เข้ายึดกรุงศรีอยุธยา และครั้งที่
2 ในปี ค.ศ. 1767 โดยกองทัพพม่าได้เอาชนะกองทัพไทยและได้ทำลายกรุงศรีอยุธยาเสียหายอย่างยับเยิน
ประเทศไทยได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าในช่วงเวลาสั้นๆและต่อมาประเทศไทยนำโดยพระยาตากสินได้รวบรวมผู้คนทำการต่อต้านอำนาจของประเทศพม่าและทำการกอบกู้บ้านเมืองจนได้เอกราชกลับคืนมาในปี
ค.ศ. 1768
พระยาตกสินได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์พระนามว่าพระเจ้าตากสินและได้ทรงย้ายนครหลวงของไทยจากกรุงศรีอยุธยาไปอยู่ที่กรุงธนบุรีทางฝั่งชวาของแม่น้ำเจ้าพระยา
เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1782
พระยาจักรีได้ทรงจัดตั้งราชวงศ์ใหม่ชื่อราชวงศ์จักรีขึ้นปกครองประเทศไทยและได้ทรงย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีไปอยู่ทางฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตรงข้ามกับกรุงธนบุรี
พระยาจักรีทรงปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์พระนามว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
และราชวงศ์นี้ได้ปกครองปกครองประเทศไทยตั้งแต่นั้นมาจวบจนถึงปัจจุบัน
หลังจากราชวงศ์จักรีได้เข้ามาปกครองประเทศไทยแล้ว
ประเทศพม่าไม่ได้เป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อประเทศไทยอีกเลย
แม้ว่าภัยคุกคามจากประเทศพม่าจะยุติลงไปแล้วแต่ความทรงจำในอดีตได้ขัดขวางสัมพันธภาพฉันมิตรระหว่างประเทศไทยและประเทศพม่า
ในช่วงต้นของการปกครองของราชวงศ์จักรีนั้น
แนวปฏิบัติของประเทศไทยในความสัมพันธ์กับต่างประเทศได้ถูกกำหนดส่วนใหญ่ด้วยกิจการที่เกี่ยวกับประเทศลาวและประเทศกัมพูชา
ส่วนประเทศพม่าซึ่งเป็นศัตรูกันมามาแต่ครั้งอดีตก็ได้ถูกแทนที่โดยประเทศเวียดนาม
ทั้งนี้ก็สืบเนื่องมาจากประเทศเวียดนามได้เคลื่อนลงมาทางภาคใต้จากแหล่งกำเนิดที่ลุ่มแม่น้ำแดงมาตามแนวชายฝั่งทะเลแล้วเข้ารุกรานอาณาจักรจามปาในคริสต์ศตวรรษที่
15 และได้สถาปนาอำนาจที่โคชิน-ไชนา (เวียดนามตอนใต้)
ความสัมพันธ์ของประเทศไทยกับประเทศเวียดนามเริ่มด้วยมาตรการของความร่วมมือกันและลงท้ายด้วยความเป็นศัตรูกัน
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศเวียดนามสามารถแบ่งได้เป็น 3
ระยะ คือ :
ช่วงระหว่างค.ศ. 1782-1802
เป็นช่วงที่เหงียนอันต้องพึ่งอาศัยประเทศไทยในระหว่างที่ทำการต่อสู้เพื่อรวมประเทศเวียดนาม
ช่วงระยะที่ 2 ระหว่างค.ศ.
1802-1813
เป็นช่วงที่มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นระหว่างประเทศไทยกับประเทศเวียดนามที่มีความเข้มแข็งและความมั่งคั่งพอๆกัน
ช่วงระยะที่ 3 ระหว่าง ค.ศ.
1813-1833 เป็นช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศเวียดนามมีความหมางเมินต่อกันเพราะผลของการที่เวียดนามได้เข้ามีอิทธิพลเพิ่มขึ้นในประเทศกัมพูชาและในประเทศลาว
ในระหว่างช่วงเวลาแรกนั้น ผลประโยชน์ทางการเมืองของประเทศไทยในเวียดนามก็คือการป้องกันไม่ให้ประเทศพม่าและประเทศเวียดนามเป็นพันธมิตรกันเพื่อต่อต้านประเทศไทย
หรือเพื่อป้องกันเวียดนามจากการเข้าครอบงำดินแดนประเทศราชของประเทศไทยทั้งในประเทศลาวและประเทศกัมพูชา
ประเทศไทยสามารถประสบความสำเร็จในนโยบายต่างประเทศนี้เพราะยังมีสงครามกลางเมืองอยู่ในประเทศเวียดนาม
กล่าวคือกบฏไตเซินในตังเกี๋ยได้ผลักดันให้ราชวงศ์อันนามออกจากเมืองหลวงที่เมืองเว้
ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยมีนโยบายแบ่งแยกและปกครองโดยวิธีสร้างความแตกแยกระหว่างคนเวียดนามทั้ง
2 กลุ่มซึ่งจะได้สู้รบกันและกันอยู่ต่อไป
จึงในระหว่างค.ศ.1783ถึง ค.ศ. 1784 ทางผู้กำหนดนโยบายของไทยได้ให้การสนับสนุนแก่ฝ่ายราชวงศ์เหงียนให้ทำการสู้รบกับฝ่ายกบฏไตเซิน
จนถึง ค.ศ. 1785 เหงียนอันหรืององค์เชียงสือแห่งราชวงศ์เหงียนซึ่งพ่ายแพ้แก่ฝ่ายกบฏไตเซินได้หลบหนีเข้ามาลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในกรุงเทพฯ
องค์เชียงสือได้ขอร้องขอให้ฝ่ายไทยให้ความช่วยเหลือให้ตนได้กลับไปเป็นกษัตริย์ของอันนามอีกครั้งหนึ่ง
ซึ่งทางผู้กำหนดนโยบายของไทยได้ส่งทหารไทยเข้าไปช่วยองค์เชียงถึง 2 ครั้งแต่ปฏิบัติทางทหารของไทยทั้งสองครั้งไม่ประสบความสำเร็จ
จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้มีความความสัมพันธ์ฉันมิตรเกิดขึ้นระหว่างองค์เชียงสือกับผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทย
ในระหว่างที่องค์เชียงสืออยู่ในกรุงเทพฯระหว่างปี ค.ศ. 1785 ถึง ค.ศ.
1787 องค์เชียงสือได้ใช้กรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางในการทำกิจกรรมทางการเมืองและทางการทหารในประเทศเวียดนาม
กรุงเทพฯได้กลายเป็นสถานที่ที่องค์เชียงสือใช้เป็นสะพานเชื่อมโยงติดต่อกับข้าราชการฝ่ายทหารและข้าราชการพลเรือนในประเทศเวียดนามตลอดจนพวกเวียดนามที่ลี้ภัยเข้ามาอยู่ในประเทศกัมพูชา
องค์เชียงสือสามารถส่งชาวเวียดนามเข้าไปทำจารกรรมและวินาศกรรมในประเทศเวียดนามและได้ส่งช่างต่อเรือเข้าไปต่อเรือรบและวางกำลังเรือรบไว้รอบเกาะต่างๆใกล้กับเมืองพุทไธมาศ(เมืองฮาเตียน)
นอกจากนั้นแล้วองค์เชียงสือก็ยังได้ส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ไปยังประเทศเวียดนามผ่านทางประเทศไทยและส่งชาวเวียดนามซึ่งเป็นตัวแทนขององค์เชียงสือเข้าไปชักชวนชาวกัมพูชาและชาวเวียดนามให้ร่วมมือกันทำการสู้รบกับกลุ่มกบฏไตเซิน
แต่เมื่อประเทศพม่าได้ทำการคุกคามไทยในระลอกใหม่โดยขู่ว่าจะส่งทหารเข้ามาโจมตีกรุงเทพฯ
ทำให้องค์เชียงสือตระหนักว่าประเทศไทยคงไม่สามารถจะให้ความช่วยเหลือแก่องค์เชียงสือได้ต่อไปได้เพราะประเทศไทยต้องพะวงอยู่ศึกสงครามทางด้านประเทศพม่า
องค์เชียงสือจึงได้ปรึกษากับคณะมิชชันนารีฝรั่งเศสที่ประจำอยู่ในประเทศไทยซึ่งได้แนะนำองค์เชียงสือให้ร้องขอความช่วยเหลือไปทางประเทศฝรั่งเศส
องค์เชียงสือโดยความช่วยเหลือของประเทศฝรั่งเศสจึงสามารถรวมประเทศเวียดนามได้สำเร็จเมื่อ ค.ศ. 1790 และได้สถาปนาตนเองเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิยาลองเมื่อปี
ค.ศ. 1802
ในระหว่างช่วงที่ 2 คือ ระหว่างปี ค.ศ. 1802-1813 เป็นช่วงที่มีความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างประเทศไทยกับประเทศเวียดนามที่รวมประเทศได้แล้วภายใต้สมเด็จพระจักรพรรดิยาลอง
ในช่วงเวลานี้สมเด็จพระจักรพรรดิยาลองได้แสดงความกตัญญูต่อประเทศไทยและความเป็นพันธมิตรระหว่างเวียดนามกับประเทศพม่าที่จะเป็นอันตรายต่อไทยจึงไม่เกิดขึ้น
ในการแข่งขันกันกับเวียดนามเชื่อช่วงชิงความเป็นใหญ่ในภูมิภาคนี้
ทางผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยได้ให้ความสำคัญต่อหัวเมืองต่างๆในประเทศลาวและในประเทศกัมพูชา
ทั้งนี้เพราะประเทศลาวและประเทศกัมพูชามีพรมแดนติดกับประเทศไทย
ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยมีความหวังว่าจะใช้หัวเมืองต่างๆที่เป็นเมืองประเทศราชของประเทศไทยได้ทำหน้าที่
2 อย่าง คือ ประการที่1 เพื่อช่วยกองทัพไทยในยามศึกสงคราม และประการที่ 2
เพื่อทำหน้าที่เป็นเขตกันกระทบ(เขตกันชน)ระหว่างประเทศไทยกับประเทศเวียดนาม
จากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าประเทศลาวและประเทศกัมพูชาได้ทำหน้าที่เป็นรัฐกันกระทบอย่างมีประสิทธิผลและได้ช่วยป้องกันไม่ให้กองทัพเวียดนามยกเข้ามาในดินแดนแท้ๆของประเทศไทย
ถึงแม้ว่าประเทศไทยได้ทำสงครามกับประเทศเวียดนามแต่สมรภูมิต่างๆล้วนเกิดขึ้นในดินแดนของประเทศกัมพูชาทั้งสิ้น
ในความพยายามที่จะป้อกันไม่ให้ประเทศลาวและประเทศกัมพูชาตกอยู่ในอิทธิพลของประเทศเวียดนามนั้น
ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยมีความได้เปรียบประเทศเวียดนามทั้งในด้านประเทศลาวและในด้านประเทศกัมพูชา
ทั้งนี้ก็เพราะชาวลาวมีความใกล้ชิดกับชาวไทยทั้งทางด้านชาติพันธุ์
ด้านภาษาและด้านวัฒนธรรม จากความใกล้ชิดระหว่างสองชนชาตินี้ได้ส่งผลให้เกิดความเข้าใจทางการเมืองที่ดีต่อกัน
กล่าวคือชาวลาวมีชาติพันธุ์เดียวกับชาวไทยคือเป็นพวกเผ่าไตด้วยกัน ทั้งคนไทยและคนลาวซึ่งเป็นชนเผ่าไตได้อพยพมาจากมณฑลยูนนานในคริสต์ศตวรรษที่
13
ทั้งนี้โดยชนเผ่าไตบางพวกอพยพลงมาทางแม่น้ำเจ้าพระยาและมาเป็นคนไทยในประเทศไทย
ส่วนชนเผ่าไตอีกพวกหนึ่งได้อพยพมาพำนักอยู่ตามลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลาง ซึ่งพวกที่ 2
นี้เองได้ก่อตั้งอาณาจักรขนาดเล็กขึ้นมาหลายอาณาจักรและในอาณาจักรเหล่านี้มีอาณาจักรหลวงพระบาง
และอาณาจักรเวียงจันทน์เป็น 2 อาณาจักรที่สำคัญที่สุด
ชาวไทยในประเทศไทยและชาวลาวในประเทศลาวต่างนับถือศาสนาพุทธนิกายหีนยานเหมือนกัน
ซึ่งเป็นนิกายที่แตกต่างจากนิกายมหายานที่ชาวเวียดนามนับถือ
นอกจากนี้แล้วประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบประเทศเวียดนามในประเทศกัมพูชา
ทั้งนี้เพราะชาวไทยนับถือศาสนาพุทธนิกายหีนยานเช่นเดียวกับชาวกัมพูชา
ทั้งนี้เพราะเมื่อประเทศกัมพูชาตกเป็นประเทศราชของประเทศไทยในคริสต์ศตวรรษที
15 นั้นก็ได้ยอมรับศาสนาพุทธนิกายหีนยานมาเป็นศาสนาประจำชาติแทนศาสนาฮินดูที่นับถือมาแต่เดิม
แต่จากข้อเท็จจริงที่ว่าประเทศไทยได้ทำลายจักรวรรดิกัมพูชาโบราณมาตลอดจึงทำให้ประเทศเวียดนามสามารถใช้ข้อนี้เป็นอาวุธทางการเมืองเพื่อปลุกเร้าความรู้สึกทางขาตินิยมของชาวกัมพูชาให้หันเข้ามาทางฝ่ายของประเทศเวียดนามได้เป็นอย่างดี
เนื่องจากว่าประเทศกัมพูชาตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างประเทศเวียดนามและประเทศไทย
ดังนั้นประเทศกัมพูชาจึงได้พยายามโอนอ่อนผ่อนตามทั้ง 2 ประเทศนี้ และประเทศกัมพูชาได้ใช้วิธีนำประเทศไทยและประเทศเวียดนามมาคานและดุลอำนาจกันตลอดมา
ส่วนว่าประเทศกัมพูชาจะหันมาทางประเทศไทยหรือประเทศเวียดนามประเทศใดมากกว่ากันก็ขึ้นอยู่กับว่าประเทศใดมีอำนาจโดดเด่นมากกว่ากัน
การณ์จึงปรากฏว่า
หนังสือหรือใบบอกที่ทางประเทศกัมพูชาแจ้งไปทางประเทศไทยและประเทศเวียดนามในแต่ละครั้งมักมีข้อความอย่างเดียวกัน
หลักปฏิบัติเช่นนี้ได้กระทำมาอย่างต่อเนื่องเมื่อประเทศกัมพูชาต้องการจะเอาใจทั้งประเทศไทยและประเทศเวียดนาม
นอกจากจะใช้สงครามเป็นเครื่องมือในความสัมพันธ์กันแล้ว
ทั้งประเทศไทยและประเทศเวียดนามก็ยังใช้เครื่องมือทางการเมืองเพื่อบรรลุเป้าหมายของนโยบายต่างประเทศของตนๆ
แนวปฏิบัติทางการเมืองเหล่านี้ ได้แก่ การสนับสนุนอย่างเต็มแก่กลุ่มหุ่นเชิดฝ่ายของตนเพื่อดำรงไว้ซึ่งเขตอิทธิพลของตนทั้งในประเทศลาวและประเทศกัมพูชา
ในปี ค.ศ. 1826 ชัยชนะของประเทศไทยต่อประเทศเวียดนามในประเทศลาวเป็นการชนะที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ทั้งนี้เพราะทางประเทศไทยสามารถปราบกบฏลาวที่นำโดยเจ้าอนุวงศ์แห่งอาณาจักรเวียงจันทน์ที่หนุนหลังโดยประเทศเวียดนามได้สำเร็จ
ทั้งนี้เพราะในปี ค.ศ. 1829
รัฐบาลไทยในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้สั่งกองทัพไทยให้เข้าทำลายอาณาจักรเวียงจันทน์
โดยใช้ข้ออ้างว่าเพื่อแก้แค้นที่ฝ่ายอาณาจักรเวียงจันทน์ที่ทำการกบฏ
แต่ทว่าในข้อเท็จจริงในเชิงลึกนั้นได้พบหลักฐานว่า ในการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยในการปฏิบัติการทำลายอาณาจักรเวียงจันทน์ในครั้งนี้ก็เพราะมีแรงกระตุ้นมาทางด้านการทหาร
กล่าวคือการทำลายเมืองเวียงจันทน์เป็นมาตรการเชิงรุกและเชิงรับของประเทศไทย
ซึ่งเมื่อฝ่ายไทยได้ทำลายเมืองเวียงจันทน์และทำการกวาดต้อนชาวลาวออกมาจากเมืองเวียงจันทน์ให้เข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยแล้ว
อาณาจักรเวียงจันทน์ก็จะกลายเป็นเมืองล้างผู้คน ซึ่งทำให้ฝ่ายไทยสามารถใช้แม่น้ำโขงเป็นแนวป้องกันของฝ่ายไทยและเป็นการป้องกันไม่ให้ฝ่ายกบฏลาวกลับเข้ามาใช้เมืองเวียงจันทน์เป็นฐานปฏิบัติการ
และทำให้ประเทศเวียดนามกลับมาใช้เมืองเวียงจันทน์เป็นฐานปฏิบัติการทางทหารต่อประเทศไทยได้ลำบากมากยิ่งขึ้น
ทั้งอาณาจักรหลวงพระบางและอาณาจักรเวียงจันทน์ได้ตกเป็นประเทศราชของประเทศไทยจวบจนกระทั่งสองอาณาจักรนี้ได้ตกเป็นรัฐอารักขาของประเทศฝรั่งเศส
ในช่วงเวลาก่อนที่ประเทศฝรั่งเศสจะเข้ามายึดอินโดจีนนั้น
ประเทศไทยได้ประสบผลสำเร็จในการดำเนินนโยบายรัฐกันชนในประเทศกัมพูชา
โดยเมื่อ ค.ศ. 1846
เวียดนามได้ถอนตัวออกจากการยึดครองประเทศกัมพูชาและพระองค์ด้วง หรือสมเด็จพระหริรักษ์รามสุริยะมหาอิศวรอดิภาพ กษัตริย์ของกัมพูชาได้รับการสถาปนาโดยผู้แทนสองฝ่ายคือฝ่ายประเทศไทยและฝ่ายประเทศเวียดนาม
แม้ว่าพระองค์ด้วงจะให้การรับรองอำนาจของทั้งประเทศเวียดนามและประเทศไทยแต่อิทธิพลของประเทศไทยในประเทศกัมพูชามีมากกว่าอิทธิพลของประเทศเวียดนาม เพราะพระองค์ได้เข้ามาพำนักและได้รับการศึกษาอยู่ในประเทศไทยก่อนที่จะได้ขึ้นครองสิริราชสมบัติเป็นกษัตริย์กัมพูชา
และอิทธิพลของฝ่ายประเทศไทยที่มากกว่าประเทศเวียดนามนี้ก็ยังได้รับการเสริมสร้างให้มากขึ้นจากข้อเท็จจริงที่ว่า
:
ประการที่ 1 วัฒนธรรมของประเทศกัมพูชามีความใกล้เคียงกับของประเทศไทยเป็นอย่างมาก
ประการที่ 2 แม้แต่พระบาทสมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ผู้ได้รับการสถาปนาจากประเทศไทยให้เป็นกษัตริย์ชองประเทศกัมพูชาพระองค์ต่อมาในปี
ค.ศ.1862 ได้ทรงเข้ามาศึกษาและทรงผนวชเป็นพระภิกษุอยู่ในกรุงเทพฯเช่นเดียวกับพระราชบิดาของพระองค์.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น