วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ความสัมพันธ์ของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในสมัยโบราณ



ความสัมพันธ์ของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านออกมาในรูปของการติดต่อทางการค้า การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ตลอดจนการขัดแย้งทางการทหารและการเมือง 

นโยบายต่างประเทศของประเทศไทยต่อประเทศเพื่อนบ้านมักจะมีลักษณะแข็งกร้าวเมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายต่างประเทศของประเทศไทยต่อมหาอำนาจภายนอกในระดับภูมิภาค

ความสัมพันธ์ต่างประเทศในยุคแรกๆของประเทศไทยก่อนที่ประเทศยุโรปจะเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของนโยบายทำลายอาณาจักรกัมพูชา การหลบหลีกการถูกครอบงำโดยประเทศจีนและประเทศพม่า และการแข่งขันกับพม่าและเวียดนามเพื่อเข้าควบคุมประเทศที่อ่อนแอในภูมิภาคนี้

เครื่องมือและวิธีการที่ถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายของนโยบายของประเทศไทยเหล่านี้มีความแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ในสมัยนั้นๆ

ประเทศจีนเป็นมหาอำนาจที่โดดเด่นจากภายนอกประเทศแรกที่ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยได้ทำความพยายามที่จะผ่อนปรนด้วย 

การับรู้ของผู้กำหนดนโยบายของไทยถึงภัยคุกคามจากประเทศจีนมีรากเหง้ามาจากครั้งโบราณกาล ความกลัวว่าประเทศจีนจะเข้ามาครอบงำประเทศไทยได้ถูกฝังลึกอยู่ในจิตสำนึกของคนไทยซึ่งได้อพยพจากประเทศจีนทางตอนใต้เพื่อจะหลบหนีจากการครอบงำของจีน

คนไทยมีความเชื่อในตำนานว่าพวกเขาอพยพมาจากอาณาจักรน่านเจ้าซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณที่ปัจจุบันอยู่ในมณฑลยูนนานทางภาคใต้ของประเทศจีน 

เมื่อประเทศจีนทำการกดขี่ข่มเหงชาวไทยที่อาณาจักรน่านเจ้าชาวไทยก็ได้อพยพออกจากน่านเจ้าเข้ามาทางประเทศไทยบ้าง  ทางประเทศพม่าบ้าง ทางประเทศลาวบ้าง ทางรัฐอัสสัมของประเทศอินเดียบ้าง
จากตำนานบอกว่าการอพยพของคนไทยครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายคือตอนที่กองทัพของจักรพรรดิกุบไลข่านเข้ายึดเมืองตาลิฟูของอาณาจักรน่านเจ้าเมื่อปี ค.ศ. 1253

จากทัศนะของคนไทยมีความเห็นว่า ในตอนนั้นไม่มีมหาอำนาจใดในเอเชียที่มีแสนายานุภาพที่ยิ่งใหญ่พอที่จะนำมาคานอำนาจของประเทศจีนได้

ประเทศจีนทั้งในข้อเท็จจริงและในชื่อเป็น”อาณาจักรกลาง” ที่ถูกแวดล้อมด้วยประเทศป่าเถื่อนทั้งหลาย ด้วยเหตุที่มหาอำนาจที่โดดเด่นในเอเชียมีเพียงประเทศเดียวคือประเทศจีน ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยถึงได้พยายามโอนอ่อนผ่อนตามประเทศจีนมาโดยตลอด

นับตั้งแต่ยุคกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีของประเทศไทยในคริสต์ศตวรรษที่ 13 จวบจนกระทั่งถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ของยุคกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีของประเทศไทยในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยได้ให้การรับรองประเทศจีนว่าเป็นมหามหาอำนาจที่เข้มแข็งที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

และด้วยเหตุนี้ทางประเทศไทยจึงได้ดำรงความสัมพันธ์ฉันมิตรกับประเทศจีน โดยทางฝ่ายประเทศไทยได้มีความสัมพันธ์ในรูปของบรรณาการกับราชสำนักจีน และได้มีการส่งคณะทูตหลายคณะไปยังประเทศจีนเพื่อนำบรรณาการไปมอบแก่ทางราชสำนักจีน

ในขณะที่ผู้นำของประเทศจีนถือว่าบรรณาการที่ทางประเทศไทยส่งไปให้ประเทศจีนเป็นการแสดงว่าประเทศไทยเป็นประเทศราชของประเทศจีน

แต่ทางประเทศไทยถือว่าคณะทูตที่ส่งไปยังประเทศจีนเป็นเพียงแต่นำของกำนัลไปมอบให้ประเทศจีนเพื่อที่ฝ่ายไทยจะได้สิทธิพิเศษทางด้านการค้ากับประเทศจีนเท่านั้นเอง

ความสัมพันธ์ในลักษณะของรัฐบรรณาการนี้ได้อำนวยประโยชน์ทางการเมืองที่สำคัญแก่ฝ่ายประเทศไทย เพราะประเทศจีนไม่เคยส่งทหารบุกเข้ามารุกรานประเทศไทยทั้งๆที่ประเทศจีนเคยส่งทหารเข้าไปรุกรานประเทศพม่าและประเทศเวียดนาม 

พระมหากษัตริย์ไทย อย่างเช่น พระเจ้ารามคำแหงมหาราชแห่งราชอาณาจักรสุโขทัยได้รับอนุญาตจากประเทศจีนให้ดำเนินนโยบายขยายดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ความสัมพันธ์ในรูปของรัฐบรรณาการนี้ได้ยุติลงเมื่อความเป็นมหาอำนาจโดดเด่นของประเทศจีนได้เสื่อมคลายลงไป การพ่ายแพ้ของประเทศจีนในสงครามฝิ่นครั้งที่สอง (ค.ศ.18561860)ได้นำไปสู่ข้อสรุปของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ว่า อำนาจของอาณาจักรกลางคือจีนได้หมดสิ้นลงแล้ว และได้มีมหาอำนาจใหม่คือชาตตะวันตกเกิดขึ้นแทนจีนซึ่งไทยจะได้เข้าไปทำความสนิทสนมแทน

ดังนั้นนับตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(ค.ศ. 1851-1868)จวบจนกระทั่งถึงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  ความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีนจึงไม่ได้รับการสถาปนาระหว่างกัน

ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาเป็นศัตรูกันมากกว่าเป็นมิตรกัน และผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีของประเทศไทยได้ทำการต่อสู้กับชาวกัมพูชามายาวนานเพื่ออิสรภาพจากจักรวรรดิซึ่งเดิมเป็นผู้ปกครองของคนไทย

 ในราวปี ค.ศ. 1238 คนไทยได้ยึดเมืองสุโขทัยซึ่งเป็นเมืองทางภาคเหนือของประเทศกัมพูชาแล้วสถาปนาเป็นประเทศเอกราชและในที่สุดได้ขยายอำนาจมาครอบครองพื้นที่ราบของแม่น้ำเจ้าพระยาได้ทั้งหมด  

การเกิดขึ้นของราชอาณาจักรสุโขทัยนี้ในที่สุดอาณาจักรนี้ก็ได้เข้าแทนที่จักรวรรดิกัมพูชาอันเกรียงไกลโดยซึ่งมีเมืองหลวงที่นครวัต

นับตั้งแต่เริ่มแรกแล้วผู้กำหนดนโยบายของไทยได้ใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ในแบบรัฐบรรณาการกับประเทศจีนเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของนโยบายขยายดินแดนของตนโดยฝ่ายที่สูญเสียประโยชน์คือจักรวรรดิกัมพูชา

ในขณะที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งกรุงสุโขทัยได้สถาปนาความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับสมเด็จพระจักรพรรดิกุบไลข่านที่เข้ามาปกครองประเทศจีนนั้น ทางพระเจ้าชยวรมันแห่งจักรวรรดิกัมพูชามีทิฐิมานะทรงทะนงตนไม่ยอมอ่อนน้อมต่อประเทศจีน 

พระเจ้าชยวรมันได้ปฏิเสธที่จะส่งบรรณาการไปให้ประเทศจีนและมิหนำซ้ำยังได้จับกุมและคุมขังทูตของสมเด็จพระจักรพรรดิกุลไลข่านเสียอีกด้วย 

จากเหตุการณ์ของความสัมพันธ์ที่เย็นชาต่อกันระหว่างประเทศจีนกับจักรวรรดิกัมพูชานี่เอง พ่อขุนรามคำแหงมหาราชจึงได้รับการสนับสนุนจากสมเด็จพระจักรพรรดิกุบไลข่านให้ทำลายความเข้มแข็งของจักรวรรดิกัมพูชา

ดังนั้นเมื่อถึง ต้นปี ค.ศ. 1300 ราชอาณาจักรสุโขทัยจึงสามารถแผ่อำนาจไปทางทิศตะวันตกจรดถึงอ่าวเบงกอล ทางใต้ลงไปถึงคาบสมุทรมาเลย์จรดประเทศสิงคโปร์ในปัจจุบัน ส่วนทางตะวันออกเฉียงเหนือก็ไปจนถึงอาณาจักรเวียงจันทน์

อย่างไรก็ดีได้มีรัฐใหม่ของชาวไทยอีกรัฐหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1950 ในตอนกลางของประเทศไทยในปัจจุบันและนำไปสู่การล่มสลายของราชอาณาจักรสุโขทัยภายหลังจากเป็นราชธานีของประเทศไทยมาเป็นเวลา 132 ปี

ราชอาณาจักรไทยที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้มีนครหลวงอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาห่างจากกรุงเทพฯนครหลวงปัจจุบันไปทางเหนือประมาณ 45 ไมล์ 

ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศไทยในยุคกรุงกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี(1350-1767) ได้ดำเนินนโยบายพิชิตจักรวรรดิกัมพูชา

โดยฝ่ายไทยได้ทำสงครามกับฝ่ายกัมพูชาหลายต่อหลายครั้งและในที่สุดได้ผลักดันให้ชาวกัมพูชาต้องย้ายนครหลวงจากนครวัตในคริสต์ศตวรรษที่ 15 

และหลังจากนั้นมาจักรวรรดิกัมพูชาก็ได้อ่อนแอลงมากจนกระทั่งได้กลายเป็นประเทศราชของชาวไทยในที่สุด

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16  ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศชองไทยได้ประสบกับลำบากในการดำเนินนโยบายขยายดินแดนในประเทศกัมพูชา 

ทั้งนี้เพราะประเทศไทยต้องพบกับศึก 2 ด้าน คือ ทางด้านหนึ่งได้แก่ประเทศกัมพูชาซึ่งมักถือโอกาสตอนประเทศไทยมีปัญหาทางด้านอื่นทำการกบฏต่อต้านอำนาจของฝ่ายไทย กับอีกด้านหนึ่งคือทางด้านประเทศพม่าซึ่งมีผลประโยชน์คือการท้าทายสถานะอันโดดเด่นของประเทศไทย

หากการครอบงำของประเทศจีนต่อประเทศไทยสามารถหลีกเลี่ยงได้เพราะปัจจัยคือความได้เปรียบทางด้านภูมิศาสตร์กล่าวคือประเทศไทยอยู่ห่างจากประเทศจีน และความเฉลียวฉลาดทางการทูตของผู้กำหนดนโยบายของไทย

แต่ในกรณีของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่ากลับไม่เป็นเช่นนั้น ทั้งนี้เพราะประเทศพม่ามีพรมแดนติดกับประเทศไทย และไม่มีประเทศกันชนระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า จึงส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า

ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศไทยถือว่าประเทศพม่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของประเทศไทย ดังจะเห็นได้ว่าตลอดช่วงที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้น ประเทศพม่าได้เป็นภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดต่อเอกราชของประเทศไทย

ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศไทยต่อประเทศพม่านั้น ผู้กำหนดนโยบายของไทยได้ใช้เครื่องมือคือการทำสงครามอย่างต่อเนื่องกับประเทศพม่า

นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ประเทศไทยและประเทศพม่าได้ทำสงครามกันมาตลอด ซึ่งรูปแบบของความสัมพันธ์อย่างนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปเมื่อประเทศพม่าได้ตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19

ในประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่านั้น ประเทศพม่าสมารถเอาชนะประเทศไทยถึง 2 ครั้ง 

คือ ครั้งที่ 1 เมื่อค.ศ. 1568 โดยกองทัพพม่าได้เข้ายึดกรุงศรีอยุธยา และครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1767 โดยกองทัพพม่าได้เอาชนะกองทัพไทยและได้ทำลายกรุงศรีอยุธยาเสียหายอย่างยับเยิน

ประเทศไทยได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าในช่วงเวลาสั้นๆและต่อมาประเทศไทยนำโดยพระยาตากสินได้รวบรวมผู้คนทำการต่อต้านอำนาจของประเทศพม่าและทำการกอบกู้บ้านเมืองจนได้เอกราชกลับคืนมาในปี ค.ศ. 1768 

พระยาตกสินได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์พระนามว่าพระเจ้าตากสินและได้ทรงย้ายนครหลวงของไทยจากกรุงศรีอยุธยาไปอยู่ที่กรุงธนบุรีทางฝั่งชวาของแม่น้ำเจ้าพระยา

เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1782 พระยาจักรีได้ทรงจัดตั้งราชวงศ์ใหม่ชื่อราชวงศ์จักรีขึ้นปกครองประเทศไทยและได้ทรงย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีไปอยู่ทางฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตรงข้ามกับกรุงธนบุรี

พระยาจักรีทรงปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์พระนามว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และราชวงศ์นี้ได้ปกครองปกครองประเทศไทยตั้งแต่นั้นมาจวบจนถึงปัจจุบัน

หลังจากราชวงศ์จักรีได้เข้ามาปกครองประเทศไทยแล้ว ประเทศพม่าไม่ได้เป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อประเทศไทยอีกเลย แม้ว่าภัยคุกคามจากประเทศพม่าจะยุติลงไปแล้วแต่ความทรงจำในอดีตได้ขัดขวางสัมพันธภาพฉันมิตรระหว่างประเทศไทยและประเทศพม่า

ในช่วงต้นของการปกครองของราชวงศ์จักรีนั้น แนวปฏิบัติของประเทศไทยในความสัมพันธ์กับต่างประเทศได้ถูกกำหนดส่วนใหญ่ด้วยกิจการที่เกี่ยวกับประเทศลาวและประเทศกัมพูชา

ส่วนประเทศพม่าซึ่งเป็นศัตรูกันมามาแต่ครั้งอดีตก็ได้ถูกแทนที่โดยประเทศเวียดนาม ทั้งนี้ก็สืบเนื่องมาจากประเทศเวียดนามได้เคลื่อนลงมาทางภาคใต้จากแหล่งกำเนิดที่ลุ่มแม่น้ำแดงมาตามแนวชายฝั่งทะเลแล้วเข้ารุกรานอาณาจักรจามปาในคริสต์ศตวรรษที่ 15 และได้สถาปนาอำนาจที่โคชิน-ไชนา (เวียดนามตอนใต้)

ความสัมพันธ์ของประเทศไทยกับประเทศเวียดนามเริ่มด้วยมาตรการของความร่วมมือกันและลงท้ายด้วยความเป็นศัตรูกัน 

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศเวียดนามสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ :
ช่วงระหว่างค.ศ. 1782-1802 เป็นช่วงที่เหงียนอันต้องพึ่งอาศัยประเทศไทยในระหว่างที่ทำการต่อสู้เพื่อรวมประเทศเวียดนาม

ช่วงระยะที่ 2  ระหว่างค.ศ. 1802-1813 เป็นช่วงที่มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นระหว่างประเทศไทยกับประเทศเวียดนามที่มีความเข้มแข็งและความมั่งคั่งพอๆกัน

ช่วงระยะที่ 3  ระหว่าง ค.ศ. 1813-1833  เป็นช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศเวียดนามมีความหมางเมินต่อกันเพราะผลของการที่เวียดนามได้เข้ามีอิทธิพลเพิ่มขึ้นในประเทศกัมพูชาและในประเทศลาว

ในระหว่างช่วงเวลาแรกนั้น ผลประโยชน์ทางการเมืองของประเทศไทยในเวียดนามก็คือการป้องกันไม่ให้ประเทศพม่าและประเทศเวียดนามเป็นพันธมิตรกันเพื่อต่อต้านประเทศไทย หรือเพื่อป้องกันเวียดนามจากการเข้าครอบงำดินแดนประเทศราชของประเทศไทยทั้งในประเทศลาวและประเทศกัมพูชา 

ประเทศไทยสามารถประสบความสำเร็จในนโยบายต่างประเทศนี้เพราะยังมีสงครามกลางเมืองอยู่ในประเทศเวียดนาม กล่าวคือกบฏไตเซินในตังเกี๋ยได้ผลักดันให้ราชวงศ์อันนามออกจากเมืองหลวงที่เมืองเว้

ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยมีนโยบายแบ่งแยกและปกครองโดยวิธีสร้างความแตกแยกระหว่างคนเวียดนามทั้ง 2 กลุ่มซึ่งจะได้สู้รบกันและกันอยู่ต่อไป

จึงในระหว่างค.ศ.1783ถึง ค.ศ. 1784 ทางผู้กำหนดนโยบายของไทยได้ให้การสนับสนุนแก่ฝ่ายราชวงศ์เหงียนให้ทำการสู้รบกับฝ่ายกบฏไตเซิน

จนถึง ค.ศ. 1785 เหงียนอันหรืององค์เชียงสือแห่งราชวงศ์เหงียนซึ่งพ่ายแพ้แก่ฝ่ายกบฏไตเซินได้หลบหนีเข้ามาลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในกรุงเทพฯ

องค์เชียงสือได้ขอร้องขอให้ฝ่ายไทยให้ความช่วยเหลือให้ตนได้กลับไปเป็นกษัตริย์ของอันนามอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทางผู้กำหนดนโยบายของไทยได้ส่งทหารไทยเข้าไปช่วยองค์เชียงถึง 2 ครั้งแต่ปฏิบัติทางทหารของไทยทั้งสองครั้งไม่ประสบความสำเร็จ

จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้มีความความสัมพันธ์ฉันมิตรเกิดขึ้นระหว่างองค์เชียงสือกับผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทย

ในระหว่างที่องค์เชียงสืออยู่ในกรุงเทพฯระหว่างปี ค.ศ. 1785 ถึง ค.ศ. 1787 องค์เชียงสือได้ใช้กรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางในการทำกิจกรรมทางการเมืองและทางการทหารในประเทศเวียดนาม

กรุงเทพฯได้กลายเป็นสถานที่ที่องค์เชียงสือใช้เป็นสะพานเชื่อมโยงติดต่อกับข้าราชการฝ่ายทหารและข้าราชการพลเรือนในประเทศเวียดนามตลอดจนพวกเวียดนามที่ลี้ภัยเข้ามาอยู่ในประเทศกัมพูชา

องค์เชียงสือสามารถส่งชาวเวียดนามเข้าไปทำจารกรรมและวินาศกรรมในประเทศเวียดนามและได้ส่งช่างต่อเรือเข้าไปต่อเรือรบและวางกำลังเรือรบไว้รอบเกาะต่างๆใกล้กับเมืองพุทไธมาศ(เมืองฮาเตียน)

นอกจากนั้นแล้วองค์เชียงสือก็ยังได้ส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ไปยังประเทศเวียดนามผ่านทางประเทศไทยและส่งชาวเวียดนามซึ่งเป็นตัวแทนขององค์เชียงสือเข้าไปชักชวนชาวกัมพูชาและชาวเวียดนามให้ร่วมมือกันทำการสู้รบกับกลุ่มกบฏไตเซิน

แต่เมื่อประเทศพม่าได้ทำการคุกคามไทยในระลอกใหม่โดยขู่ว่าจะส่งทหารเข้ามาโจมตีกรุงเทพฯ ทำให้องค์เชียงสือตระหนักว่าประเทศไทยคงไม่สามารถจะให้ความช่วยเหลือแก่องค์เชียงสือได้ต่อไปได้เพราะประเทศไทยต้องพะวงอยู่ศึกสงครามทางด้านประเทศพม่า 

องค์เชียงสือจึงได้ปรึกษากับคณะมิชชันนารีฝรั่งเศสที่ประจำอยู่ในประเทศไทยซึ่งได้แนะนำองค์เชียงสือให้ร้องขอความช่วยเหลือไปทางประเทศฝรั่งเศส

องค์เชียงสือโดยความช่วยเหลือของประเทศฝรั่งเศสจึงสามารถรวมประเทศเวียดนามได้สำเร็จเมื่อ ค.ศ. 1790 และได้สถาปนาตนเองเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิยาลองเมื่อปี ค.ศ. 1802

ในระหว่างช่วงที่ 2 คือ ระหว่างปี ค.ศ. 1802-1813 เป็นช่วงที่มีความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างประเทศไทยกับประเทศเวียดนามที่รวมประเทศได้แล้วภายใต้สมเด็จพระจักรพรรดิยาลอง

ในช่วงเวลานี้สมเด็จพระจักรพรรดิยาลองได้แสดงความกตัญญูต่อประเทศไทยและความเป็นพันธมิตรระหว่างเวียดนามกับประเทศพม่าที่จะเป็นอันตรายต่อไทยจึงไม่เกิดขึ้น

ในการแข่งขันกันกับเวียดนามเชื่อช่วงชิงความเป็นใหญ่ในภูมิภาคนี้ ทางผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยได้ให้ความสำคัญต่อหัวเมืองต่างๆในประเทศลาวและในประเทศกัมพูชา

ทั้งนี้เพราะประเทศลาวและประเทศกัมพูชามีพรมแดนติดกับประเทศไทย ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยมีความหวังว่าจะใช้หัวเมืองต่างๆที่เป็นเมืองประเทศราชของประเทศไทยได้ทำหน้าที่ 2 อย่าง คือ ประการที่1 เพื่อช่วยกองทัพไทยในยามศึกสงคราม และประการที่ 2 เพื่อทำหน้าที่เป็นเขตกันกระทบ(เขตกันชน)ระหว่างประเทศไทยกับประเทศเวียดนาม

จากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าประเทศลาวและประเทศกัมพูชาได้ทำหน้าที่เป็นรัฐกันกระทบอย่างมีประสิทธิผลและได้ช่วยป้องกันไม่ให้กองทัพเวียดนามยกเข้ามาในดินแดนแท้ๆของประเทศไทย ถึงแม้ว่าประเทศไทยได้ทำสงครามกับประเทศเวียดนามแต่สมรภูมิต่างๆล้วนเกิดขึ้นในดินแดนของประเทศกัมพูชาทั้งสิ้น

ในความพยายามที่จะป้อกันไม่ให้ประเทศลาวและประเทศกัมพูชาตกอยู่ในอิทธิพลของประเทศเวียดนามนั้น ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยมีความได้เปรียบประเทศเวียดนามทั้งในด้านประเทศลาวและในด้านประเทศกัมพูชา

ทั้งนี้ก็เพราะชาวลาวมีความใกล้ชิดกับชาวไทยทั้งทางด้านชาติพันธุ์ ด้านภาษาและด้านวัฒนธรรม จากความใกล้ชิดระหว่างสองชนชาตินี้ได้ส่งผลให้เกิดความเข้าใจทางการเมืองที่ดีต่อกัน
กล่าวคือชาวลาวมีชาติพันธุ์เดียวกับชาวไทยคือเป็นพวกเผ่าไตด้วยกัน  ทั้งคนไทยและคนลาวซึ่งเป็นชนเผ่าไตได้อพยพมาจากมณฑลยูนนานในคริสต์ศตวรรษที่ 13

ทั้งนี้โดยชนเผ่าไตบางพวกอพยพลงมาทางแม่น้ำเจ้าพระยาและมาเป็นคนไทยในประเทศไทย ส่วนชนเผ่าไตอีกพวกหนึ่งได้อพยพมาพำนักอยู่ตามลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลาง ซึ่งพวกที่ 2 นี้เองได้ก่อตั้งอาณาจักรขนาดเล็กขึ้นมาหลายอาณาจักรและในอาณาจักรเหล่านี้มีอาณาจักรหลวงพระบาง และอาณาจักรเวียงจันทน์เป็น 2 อาณาจักรที่สำคัญที่สุด

ชาวไทยในประเทศไทยและชาวลาวในประเทศลาวต่างนับถือศาสนาพุทธนิกายหีนยานเหมือนกัน ซึ่งเป็นนิกายที่แตกต่างจากนิกายมหายานที่ชาวเวียดนามนับถือ

นอกจากนี้แล้วประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบประเทศเวียดนามในประเทศกัมพูชา  ทั้งนี้เพราะชาวไทยนับถือศาสนาพุทธนิกายหีนยานเช่นเดียวกับชาวกัมพูชา

ทั้งนี้เพราะเมื่อประเทศกัมพูชาตกเป็นประเทศราชของประเทศไทยในคริสต์ศตวรรษที 15 นั้นก็ได้ยอมรับศาสนาพุทธนิกายหีนยานมาเป็นศาสนาประจำชาติแทนศาสนาฮินดูที่นับถือมาแต่เดิม  

แต่จากข้อเท็จจริงที่ว่าประเทศไทยได้ทำลายจักรวรรดิกัมพูชาโบราณมาตลอดจึงทำให้ประเทศเวียดนามสามารถใช้ข้อนี้เป็นอาวุธทางการเมืองเพื่อปลุกเร้าความรู้สึกทางขาตินิยมของชาวกัมพูชาให้หันเข้ามาทางฝ่ายของประเทศเวียดนามได้เป็นอย่างดี

เนื่องจากว่าประเทศกัมพูชาตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างประเทศเวียดนามและประเทศไทย ดังนั้นประเทศกัมพูชาจึงได้พยายามโอนอ่อนผ่อนตามทั้ง 2 ประเทศนี้  และประเทศกัมพูชาได้ใช้วิธีนำประเทศไทยและประเทศเวียดนามมาคานและดุลอำนาจกันตลอดมา

ส่วนว่าประเทศกัมพูชาจะหันมาทางประเทศไทยหรือประเทศเวียดนามประเทศใดมากกว่ากันก็ขึ้นอยู่กับว่าประเทศใดมีอำนาจโดดเด่นมากกว่ากัน 

การณ์จึงปรากฏว่า หนังสือหรือใบบอกที่ทางประเทศกัมพูชาแจ้งไปทางประเทศไทยและประเทศเวียดนามในแต่ละครั้งมักมีข้อความอย่างเดียวกัน 

หลักปฏิบัติเช่นนี้ได้กระทำมาอย่างต่อเนื่องเมื่อประเทศกัมพูชาต้องการจะเอาใจทั้งประเทศไทยและประเทศเวียดนาม

นอกจากจะใช้สงครามเป็นเครื่องมือในความสัมพันธ์กันแล้ว ทั้งประเทศไทยและประเทศเวียดนามก็ยังใช้เครื่องมือทางการเมืองเพื่อบรรลุเป้าหมายของนโยบายต่างประเทศของตนๆ

แนวปฏิบัติทางการเมืองเหล่านี้ ได้แก่ การสนับสนุนอย่างเต็มแก่กลุ่มหุ่นเชิดฝ่ายของตนเพื่อดำรงไว้ซึ่งเขตอิทธิพลของตนทั้งในประเทศลาวและประเทศกัมพูชา

ในปี ค.ศ. 1826 ชัยชนะของประเทศไทยต่อประเทศเวียดนามในประเทศลาวเป็นการชนะที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้งนี้เพราะทางประเทศไทยสามารถปราบกบฏลาวที่นำโดยเจ้าอนุวงศ์แห่งอาณาจักรเวียงจันทน์ที่หนุนหลังโดยประเทศเวียดนามได้สำเร็จ 

ทั้งนี้เพราะในปี ค.ศ. 1829 รัฐบาลไทยในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้สั่งกองทัพไทยให้เข้าทำลายอาณาจักรเวียงจันทน์ โดยใช้ข้ออ้างว่าเพื่อแก้แค้นที่ฝ่ายอาณาจักรเวียงจันทน์ที่ทำการกบฏ

แต่ทว่าในข้อเท็จจริงในเชิงลึกนั้นได้พบหลักฐานว่า ในการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยในการปฏิบัติการทำลายอาณาจักรเวียงจันทน์ในครั้งนี้ก็เพราะมีแรงกระตุ้นมาทางด้านการทหาร

กล่าวคือการทำลายเมืองเวียงจันทน์เป็นมาตรการเชิงรุกและเชิงรับของประเทศไทย ซึ่งเมื่อฝ่ายไทยได้ทำลายเมืองเวียงจันทน์และทำการกวาดต้อนชาวลาวออกมาจากเมืองเวียงจันทน์ให้เข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยแล้ว 

อาณาจักรเวียงจันทน์ก็จะกลายเป็นเมืองล้างผู้คน ซึ่งทำให้ฝ่ายไทยสามารถใช้แม่น้ำโขงเป็นแนวป้องกันของฝ่ายไทยและเป็นการป้องกันไม่ให้ฝ่ายกบฏลาวกลับเข้ามาใช้เมืองเวียงจันทน์เป็นฐานปฏิบัติการ และทำให้ประเทศเวียดนามกลับมาใช้เมืองเวียงจันทน์เป็นฐานปฏิบัติการทางทหารต่อประเทศไทยได้ลำบากมากยิ่งขึ้น
 
ทั้งอาณาจักรหลวงพระบางและอาณาจักรเวียงจันทน์ได้ตกเป็นประเทศราชของประเทศไทยจวบจนกระทั่งสองอาณาจักรนี้ได้ตกเป็นรัฐอารักขาของประเทศฝรั่งเศส

ในช่วงเวลาก่อนที่ประเทศฝรั่งเศสจะเข้ามายึดอินโดจีนนั้น ประเทศไทยได้ประสบผลสำเร็จในการดำเนินนโยบายรัฐกันชนในประเทศกัมพูชา

โดยเมื่อ ค.ศ. 1846 เวียดนามได้ถอนตัวออกจากการยึดครองประเทศกัมพูชาและพระองค์ด้วง หรือสมเด็จพระหริรักษ์รามสุริยะมหาอิศวรอดิภาพ กษัตริย์ของกัมพูชาได้รับการสถาปนาโดยผู้แทนสองฝ่ายคือฝ่ายประเทศไทยและฝ่ายประเทศเวียดนาม

แม้ว่าพระองค์ด้วงจะให้การรับรองอำนาจของทั้งประเทศเวียดนามและประเทศไทยแต่อิทธิพลของประเทศไทยในประเทศกัมพูชามีมากกว่าอิทธิพลของประเทศเวียดนาม เพราะพระองค์ได้เข้ามาพำนักและได้รับการศึกษาอยู่ในประเทศไทยก่อนที่จะได้ขึ้นครองสิริราชสมบัติเป็นกษัตริย์กัมพูชา

 และอิทธิพลของฝ่ายประเทศไทยที่มากกว่าประเทศเวียดนามนี้ก็ยังได้รับการเสริมสร้างให้มากขึ้นจากข้อเท็จจริงที่ว่า :

ประการที่ 1 วัฒนธรรมของประเทศกัมพูชามีความใกล้เคียงกับของประเทศไทยเป็นอย่างมาก

ประการที่ 2 แม้แต่พระบาทสมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ผู้ได้รับการสถาปนาจากประเทศไทยให้เป็นกษัตริย์ชองประเทศกัมพูชาพระองค์ต่อมาในปี ค.ศ.1862 ได้ทรงเข้ามาศึกษาและทรงผนวชเป็นพระภิกษุอยู่ในกรุงเทพฯเช่นเดียวกับพระราชบิดาของพระองค์.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น