พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
หรือรัชกาลที่ 4
ซึ่งขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงดำเนินนโยบายถ่วงดุลอำนาจ (The Policy of Balance of Power) ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายของนโยบายสำคัญคือการธำรงไว้ซึ่งเอกราชและอธิปไตยของชาติสยาม
และพระองค์ก็ได้ทรงใช้ทักษะทางการทูตของพระองค์อย่างเต็มความสามารถ
ซึ่งก็ได้ส่งผลให้สยามสามารถรักษาเอกราชไว้ได้แม้ว่าจะต้องสูญเสียดินแดนบางส่วนของสยามไปบ้างก็ตาม
ดังที่นักวิชาการทางประวัติศาสตร์ของตะวันตกชื่อฮอลล์ ( D.G.E.Hall)ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า
“มันคงจะไม่เป็นเรื่องเกินไปที่จะพูดว่าสยามเป็นหนี้บุญคุณเป็นอย่างมากต่อมงกุฎ(พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)
ยิ่งกว่าคนอื่นใดในข้อเท็จจริงที่ว่าสยามรักษาเอกราชของตนไว้ได้
เมื่อตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
ทุกรัฐของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของยุโรป”
ในช่วงต้นของรัชสมัยของรัชกาลที่ 4
สยามได้มีความหวาดกลัวเป็นอย่างมากต่อความอยู่รอดของสยามจากการถูกชาติยุโรปยึดเป็นเมืองขึ้น
ทั้งนี้ก็เพราะลัทธิจักรวรรดินิยมขยายดินแดนของอังกฤษได้ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างเต็มที่
ชาวสยามไม่มีทางรู้ได้ว่าอังกฤษที่เข้าไปครอบครองประเทศพม่าได้แล้วจะไม่ขยายอิทธิพลออกมาจากดินแดนพม่าเข้ามาสู่ดินแดนของสยาม
ในปี ค.ศ. 1852
ซึ่งเป็นปีถัดมาจากปีขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ 4 อังกฤษได้เริ่มทำสงครามครั้งที่
2
กับพม่าซึ่งส่งผลให้อังกฤษได้เข้าครอบครองเมืองหงสาวดี
รัชกาลที่ 4
พร้อมกับที่ปรึกษาของพระองค์มีความหวาดกลัวอังกฤษมาก
ได้ทรงริเริ่มทางการทูตเพื่อที่จะโอนอ่อนผ่อนปรนอังกฤษ โดยในปี ค.ศ. 1855
พระองค์ได้ดำเนินนโยบายผ่อนปรนต่ออังกฤษด้วยการลงนามในสนธิสัญญาทางไมตรีและการค้า(Treaty
of Friendship and Commerce) แม้ว่าทางฝ่ายสยามจะต้องสูญเสียอิสรภาพทางศาลไปก็ตาม
ศาลกงสุลของอังกฤษถูกตั้งขึ้นในกรุงเทพฯและทำให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขต(extra-territoriality)
(สิทธิพิเศษที่จะใช้กฎหมายของประเทศหนึ่งบังคับแก่บุคคลที่เป็นพลเมืองของตนที่ไปอยู่ในดินแดนของอีกประเทศหนึ่ง)เกิดขึ้นในสยามเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของสยาม
สนธิสัญญาฉบับดังกล่าวก็ยังได้มีการกำหนดกำแพงภาษีขาเข้าและภาษีขาออกซึ่งให้ความมั่นคงที่สำคัญเพื่อเสรีภาพทางการค้าแก่ฝ่ายอังกฤษ
นโยบายของรัชกาลที่ 4
ในการให้ความผ่อนปรนทางการค้าและทางศาลนี้ตั้งอยู่บนรากฐานของความกลัวยิ่ง
กว่าจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความนับถือและความชื่นชอบในอังกฤษ รัชกาลที่ 4
และที่ปรึกษาของพระองค์ถือว่าอังกฤษเป็นพวกชั่วร้ายที่เข้ามายึดเอเชียทั้งทวีป
การที่ต้องผ่อนปรนแก่อังกฤษนั้นไม่ใช่เพราะว่าทางฝ่ายสยามชื่นชอบอังกฤษแต่ที่ต้องยอมผ่อนปรนก็เพราะความกลัว
ในการที่จะป้องกันไม่ให้อังกฤษมีความเหิมเกริมเรียกร้องอะไรต่อมิอะไรมากยิ่งขึ้น
รัชกาลที่ 4
ได้ทรงแสดงพระปรีชาสามารถในชั้นเชิงทางการทูตเช่นเดียวกับรัชกาลที่ 3
ด้วยการดำเนินนโยบายคานและดุลอำนาจในความสัมพันธ์กับต่างประเทศ (Policy of
Seeking Balance and Counterweight in Foreign Associations) พระองค์ได้ทรงติดต่อทั้งสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสซึ่งทั้งสองชาติมหาอำนาจนี้มีขีดความสามารถทางเรือทัดเทียมกับอังกฤษ
ในปี ค.ศ. 1856 รัชกาลที่ 4 ได้ทรงลงนามสนธิสัญญาทางไมตรีและการค้ากับทั้งสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส
ก่อนที่จะลงนามในสนธิสัญญากับสหรัฐอเมริกานั้น
ผู้กำหนดนโยบายของสยามมีความประทับใจต่อท่าทีของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อสยาม
เทาน์เซนด์ แฮร์ริส(Townsend Harris) ทูตสหรัฐอเมริกาซึ่งประธานาธิบดีแฟรงกลิน
เพียร์ส(Franklin Pierce) ส่งตัวมาที่สยามเพื่อลงนามในสนธิสัญญา
กล่าวถึงความรู้สึกของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่มีต่อสยามและบอกถึงความปรารถนาโดยทั่วไปของสหรัฐอเมริกาว่าต้องการมีความสัมพันธ์เพื่อความยุติธรรมและผลประโยชน์ร่วมกันเท่านั้น แฮร์ริสได้เปิดเผยว่าสหรัฐอเมริกาไม่มีความต้องการจะได้ดินแดนของสยามและเขาได้พูดถึงข้อแตกต่างระหว่างนโยบายของสหรัฐอเมริกากับนโยบายของอังกฤษ
รวมทั้งได้แจ้งให้แก่ฝ่ายไทยได้ทราบว่าสหรัฐอเมริกาไม่มีอาณานิยมใดๆในตะวันออกและไม่มีความปรารถนาที่จะมีด้วย
ทั้งนี้เพราะรูปแบบการปกครองของสหรัฐอเมริกาห้ามมีอาณานิคม
ภารกิจของเขาที่ถูกส่งมายังสยามก็เพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการค้าแต่เพียงอย่างเดียว
ผู้กำหนดนโยบายของไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมุหพระกลาโหม มีความประทับใจในท่าทีของสหรัฐอเมริกามาก
และได้ใช้วิธีการทางการทูตเพื่อจะใช้สหรัฐอเมริกาเป็นตัวถ่วงดุลและคานอำนาจกับอังกฤษโดยได้กล่าวว่า
“พวกเรารักชาวอเมริกัน
เพราะชาวอเมริกันไม่เคยมาสร้างความเดือดร้อนให้แก่พวกเราหรือบุคคลอื่นใดในตะวันออก”
คนอเมริกันไม่เคยมาแสวงหาอาณานิคมในตะวันออก
มิชชันนารีอเมริกันมีค่าอย่างมากมายต่อชาวสยามโดยได้มาสอนศิลปศาสตร์ที่มีคุณค่ามากมาย
ส่วนเจ้าพระยาพระคลังก็ได้แสดงออกถึงความชื่นชมและให้ความนับถือในชาวอเมริกัน
และได้ยื่นข้อเสนอกับแฮร์ริสว่า “...เราอยากจะให้มีมาตราใดมาตราหนึ่งในสนธิ
สัญญาที่ระบุว่าในกรณีที่เกิดความยุ่งยากใดๆกับมหาอำนาจตะวันตกสหรัฐอเมริกาจะมาทำหน้าที่เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ”
แต่ทว่าข้อเสนอของเจ้าพระยาพระคลังที่จะให้สหรัฐอเมริกามาผูกพันทางการเมืองอยู่กับสยามได้รับการปฏิเสธ
โดยแฮร์ริสได้แต่กล่าวขอบคุณที่ฝ่ายไทยยื่นข้อเสนอนี้แต่ก็ได้ให้ความมั่นใจกับเจ้าพระยาพระคลังว่าไม่จำเป็นต้องมีบทบัญญัติเช่นนั้นก็ได้
เพราะถึงอย่างไรสหรัฐอเมริกาก็มีความรู้สึกเป็นข้อผูกพันแห่งมิตรภาพที่จะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องเช่นนั้นอยู่แล้ว
จากท่าทีที่ยังไม่ยอมผูกพันทางการเมืองกับฝ่ายไทยเช่นนี้เอง
ทำให้ฝ่ายไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาทางไมตรี การค้า และการเดินเรือ กับสหรัฐอเมริกา
ซึ่งฝ่ายไทยยอมผ่อนปรนให้แก่สหรัฐอเมริกาในทำนองเดียวกับที่ได้ทำสนธิสัญญาผ่อนปรนให้แก่ฝ่ายอังกฤษ
หลังจากที่ได้ลงนามในสนธิสัญญากับสหรัฐอเมริกาฉบับดังกล่าวแล้ว
ทางฝ่ายสหรัฐอเมริกาก็ได้แต่งตั้งสาธุคุณแมททูน(Stephen Mattoon)หมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน
เป็นกงสุลสหรัฐอเมริกาประจำสยามเป็นคนแรก
และการติดต่อระหว่างไทยในทางการทูตก็ได้ดำเนินไปอย่างไม่ขาดสาย รัชกาลที่ 4
ได้มีพระราชสาส์นลงวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1856
ถึงประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ส(Franklin Pierce) โดยสาระในพระราชสาส์นได้ทรงเล่าถึงการที่ทางการสยามได้ให้การต้อนรับคณะทูตโดยการนำของแฮร์ริสเป็นอย่างดีและได้ลงนามในสนธิสัญญาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ในตอนท้ายของพระราชสาส์นฉบับเดียวกันนี้ รัชกาลที่ 4
ยังทรงมีความหวังที่จะใช้สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจในการคานและดุลอำนาจของอังกฤษ
ดังความว่า “...กรุงสยามมีความยินดีนักด้วยได้พบครั้งคราวอันดี
เพื่อจะได้เจรจาปราศรัยกับด้วยเมืองใหญ่อันมีอานุภาพมาก...จงเป็นที่พึ่งแก่แผ่นดินสยาม
ลางทีหากจะมีถ้อยความเกี่ยวข้องขมขู่แต่อำนาจในทะเลใหญ่อันใดอันหนึ่งที่จะมีมาแต่บ้านเมืองใหญ่ๆอันอื่นที่มีอำนาจมาก
ขออย่าได้เพิกเฉยละเลยเสียไม่เอาธุระ...”
ความพยายามของรัชกาลที่ 4
ที่จะผูกมิตรกับสหรัฐอเมริกามีปรากฏอยู่ในพระราชสาส์นที่มีไปถึงประธานาธิบดี เจมส์
บุคแนน(James Buchanan) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนต่อจากประธานาธิบดีแฟรงกลิน
เพียร์ส ฉบับวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1959
โดยได้ทรงเล่าถึงพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับสหรัฐอเมริกาว่า
ในกรุงเทพฯมีการตั้งกงสุลสหรัฐอเมริกา มีหมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน
มีพ่อค้าและประชาชนชาวอเมริกันจำนวนเพิ่มมากขึ้น
มีพ่อค้าชาวอเมริกันมาตั้งโรงสีสีข้าว
บ้างก็ได้นำเรือกลไฟมารับจ้างลากจูงเรือลำเลียง
บ้างก็ได้นำเครื่องจักรเรือกลไฟมาขาย บ้างก็มารับจ้างเป็นวิศวกรติดตั้งเครื่องจักร
บ้างก็เป็นนายช่างเครื่องจักรกลเดินเรือสยาม
และมีการตั้งโรงพิมพ์ของชาวอเมริกัน
เพื่อพิมพ์หนังสือแจกจ่ายแก่ประชาชนมากกว่าชาวยุโรป
พระราชสาส์นฉบับต่อมาที่รัชกาลที่ 4
ทรงมีไปถึงประธานาธิบดี เจมส์ บุคแนน ลงวันที่ 14
กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1861
เป็นพระราชสาส์นตอบรับสาส์นของประธานาธิบดีเจมส์ บุคแนน
ที่ได้ส่งมาพร้อมด้วยหนังสือที่พิมพ์ในสหรัฐอเมริกาจำนวนหนึ่ง
และพระองค์ได้พระราชทานดาบ และพระบรมฉายาลักษณ์ไปพร้อมกับพระราชสาส์นฉบับนี้ด้วย
ในพระราชสาส์นมีความว่า
...พระเจ้ากรุงสยามขอแสดงความยินดียิ่งนัก ขอบคุณความไมตรี...
มีอารีรักต่อเราพระเจ้ากรุงสยาม คิดจะให้รุ่งเรื่องด้วยความรู้ต่าง ๆ จึงฝากมานั้น
ฯ...
... และซึ่งในแผ่นดินยุไนติศเตศอเมริกามีขนบธรรมเนียมตั้งไว้และสืบมาแต่ครั้งปริไสเดนต์ยอดวัดชิงทัน ให้ราษฎรทั้งแผ่นดินพร้อมใจกันเลีอกสรรบุคคลที่ควรจัดไว้เป็นชั้นและตั้งให้เป็นปริไสเดนต์ใหญ่และปริไสเดนต์รอง
ครอบครองแผ่นดินผู้ชี้ขาดว่าราชการบ้านเมืองเป็นวารเป็นคราวกำหนดเพียง ๔ ปี
และ ๘ ปี..... เป็นขนบธรรมเนียมที่ควรสรรเสริญ และครั้งนี้ได้ทราบความตามอักษรสาส์นมาว่า
เครื่องราชบรรณาการทั้งหลายนั้น
ได้เก็บรวบรวมเรียบเรียงไว้ในห้องอันหนึ่ง เป็นของกลางแผ่นดิน
เพื่อจะให้ชนทั้งปวงไปมาดูแลและรู้เห็นมากด้วยกัน
เป็นเกียงติยศแก่แผ่นดินยุไนติศเตศและแผ่นดินสยามทั้งสองฝ่ายนั้น เราพระเจ้ากรุงสยามก็มีความยินดีด้วยยิ่งนัก...
ครั้งนี้เราพระเจ้ากรุงสยามขอฝากดาบเหล็กลายทำที่เมืองสยามตามรูปอย่างดาบญีปุ่น มีฝักเงินถมยาดำกะไหล่ทอง และมีเครื่องประดับทองคำเล่มหนึ่งกับรูปถ่ายคล้ายเงาของเรา...
พระราชสาส์นของรัชกาลที่ 4
ฉบับที่มีผู้กล่าวขวัญถึงกันมากและมีผู้เข้าใจผิดว่าทรงมีพระประสงค์จะพระราชทานช้างให้แก่ประธานาธิบดีอับราฮัม
ลินคอล์น (Abraham Lincoln) เพื่อใช้ในสงครามกลางเมือง
ความจริงแล้วเป็นพระราชสาส์นที่ส่งไปถึงประธานาธิบดีเจมส์
บุคแนนโดยมีสาระแสดงความประสงค์จะพระราชทานช้างสยามให้ไปเลี้ยงในประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อให้แพร่พันธุ์และนำไปใช้เป็นสัตว์พาหนะสำหรับบรรทุกสิ่งของต่างๆ
แต่พระราชสาส์นฉบับลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1861
กว่าจะเดินทางถึงสหรัฐอเมริกา ปรากฏว่าประธานาธิบดีเจมส์
บุคแนนได้ออกจากตำแหน่งไปแล้ว
และผู้ชนะการเลือกตั้งและเข้ารับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ต่อจากประธานาธิบดีเจมส์
บุคแนน คือ ประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น ในสาส์นของประธานาธิบดีอับราฮัม
ลินคอล์น ฉบับลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1862
กราบบังคมทูลถึงรัชกาลที่ 4 มีความว่าได้รับของพระราชทาน คือ ดาบ
พระบรมฉายาลักษณ์ และงาข้าง 1 คู่ ซึ่งจะได้เก็บไว้เป็นสมบัติของชาติต่อไป
ส่วนที่ได้ทรงเสนอว่าจะพระราชทานช้างให้ไปเลี้ยงเพื่อแพร่พันธุ์และใช้ประโยชน์ในการขนส่งสิ่งของต่างๆในสหรัฐอเมริกานั้น
ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ได้ปฏิเสธอย่างสุภาพว่า สภาพอากาศในสหรัฐอเมริกาไม่เอื้ออำนวยที่จะเลี้ยงช้างได้
และตอนนี้สหรัฐอเมริกาก็มีเครื่องจักรไอน้ำใช้เป็นพาหนะสำหรับขนส่งสินค้าทั้งทางบกและทางน้ำได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว
ดังสำนวนในภาษาอังกฤษในสาสน์ดังกล่าวว่าดังนี้ “Our political
jurisdiction, however, does not reach a latitude so low as to favor the
multiplication of the elephant, and steam on land, as well as on water, has
been our best and most efficient agent of transportation in internal commerce.”
การที่ทางสยามภายใต้การนำของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระเจ้าอยู่หัวของสยามในกาลต่อมาไม่สามารถที่จะดึงสหรัฐอเมริกาให้เข้ามายุ่งเกี่ยวในเรื่องของสยามได้มากนั้น
ก็เพราะว่าในตอนนั้นสหรัฐอเมริกากำลังดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยยึดหลักการของลัทธิมอนโร
(Monroe Doctrine) ซึ่งประกาศโดยประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร(James
Monroe) ประธานาธิบดีคนที่ 5
ของสหรัฐอเมริกา (ระหว่างปี ค.ศ. 1817-1825) และหลักการของลัทธิมอนโรนี้ได้ถูกใช้เป็นเครื่องชี้แนวทางขั้นพื้นฐานของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐในซีกโลกตะวันตก
(Western Hemisphere) อันหมายถึงดินแดนในอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้เป็นเวลายาวนานกว่า
150 ปี
เป็นหลักการที่ขัดขวางมิให้ชาติยุโรปเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในซีกโลกตะวันตก
ในขณะเดียวกันทางฝ่ายสหรัฐอเมริกาเองก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องกิจการภายในของยุโรป
รวมทั้งนโยบายการล่าเมืองขึ้นของชาติยุโรปในดินแดนของทวีปเอเชียและทวีปแอฟริกาด้วย
-------------------------------------
แหล่งข้อมูล
1.พระราชหัตถเลขา ร.๔
http://heritage.mod.go.th/king/rama4/letter48.html
2.Letter from King of Siam to President Buchanan
http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2011/04/K10445871/K10445871.html
3.Thongbai Hongviangchan, THE DYNAMICS OF THAI FOREIGN
POLICY TOWARDS INDO-CHINA 1938-1950, A thesis submitted for the degree of
Master of Philosophy, The London School of Economics and Political Science,
University of London, 1984
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น