ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับขบวนการเขมรอิสระ
มีมาตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดสงครามแปซิฟิกเสียอีก โดยครั้งนั้นประเทศไทยภายใต้การปกครองของรัฐบาลของจอมพล
ป.พิบูลสงครามได้ใช้ขบวนการเรียกร้องเอกราชกัมพูชา(Cambodian Independence
Movement)มาเป็นประโยชน์แก่ขบวนการสร้างความยิ่งใหญ่แก่ไทย(Greater Thai
Movement)
ในปี ค.ศ. 1940 ก่อนที่จะเกิดสงครามช่วงสั้นระหว่างฝรั่งเศสกับไทยนั้น
ปก พอลคุณ(หรือ ปก คุณ หรือ พระพิเศษพานิช หรือ วิบูล ปกมนตรี) ข้าราชการเกษียณอายุชาวกัมพูชา
ได้เดินทางมาที่กรุงเทพฯและได้ก่อตั้งขบวนการ เขมรอิสระ
หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Free Cambodian League โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้เอกราชของกัมพูชากลับคืนมา
บรรดาสมาชิกของขบวนการเขมรอิสระได้มาจากชนกลุ่มน้อยเชื้อสายกัมพูชาที่อยู่ตามจังหวัดต่างๆของประเทศไทยและชาวกัมพูชาที่หลบหนีจากกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทยก่อนที่จะเกิดสงครามระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปี
ค.ศ. 1940
ฝ่ายทหารของขบวนการเขมรอิสระถูกฝึกและจัดตั้งเช่นเดียวกับทางฝ่ายเวียดนามและฝ่ายลาวให้เป็นกองพันชาวต่างชาติสังกัดอยู่กับกองทัพไทยที่ถูกส่งเข้าไปยึดครองดินแดนกัมพูชาในระหว่างสงครามไทย-ฝรั่งเศส
หลังสงครามแปซิฟิก
แม้ว่านักชาตินิยมชาวกัมพูชาจะไม่ชอบขี้หน้าชาวไทยมากนัก เนื่องจากชาวไทยชอบรุกรานกัมพูชาและชอบผนวกดินแดนของกัมพูชาเอามาเป็นของตนเป็นจำนวนมากมาย
แต่พวกเขาก็ได้หันมาหาผู้นำของไทยเพื่อขอความช่วยเหลืออีกจนได้
ก่อนที่นายซัน ง็อก ทันห์ นายกรัฐมนตรีภายใต้การควบคุมของประเทศญี่ปุ่นจะถูกจับโดยทหารอังกฤษเมื่อวันที่
16 ตุลาคม ค.ศ. 1945 นายปรีดี พนมยงค์
ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็ได้รับหนังสือจากนายซัน
ง็อก ทันห์ลงวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ.1945
เนื้อความของหนังสือฉบับนี้มีความว่าชาวเขมรเห็นพร้องอย่างเต็มที่กับแนวความคิดที่แสดงออกโดยสหประชาชาติ
ในที่ประชุมซานฟรานซิสโกและมีความปรารถนาที่จะให้ความร่วมมืออย่างจริงใจกับสหประชาชาติ
หนังสือฉบับดังกล่าวมีความต่อไปว่า
คำประกาศสันติภาพของผู้สำเร็จราชการฯปรีดีฯ(ลงวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1945) สอดคล้องกับความรู้สึกของประชาชนชาวเขมรซึ่งตั้งความหวังว่า
ผู้สำเร็จราชการฯจะได้ช่วยถ่ายทอดไปถึงสหประชาชาติถึงความปรารถนาของชาวเขมรว่าเอกราชของกัมพูชาจะได้รับการประกัน
ในหนังสือฉบับเดียวกันนี่อีกเช่นกัน นายซัน ง็อก ทันห์
ในความพยายามที่จะใช้ไทยเป็นสะพานเชื่อมโยงติดต่อกับสหประชาชาติ ได้เขียนว่า:
“.---ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจในความผูกพันที่มีมาแต่ครั้งโบราณกาลของมิตรไมตรีอันแนบแน่นที่มีอยู่ระหว่างประเทศทั้ง
2 ของเรา ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้ส่งผู้แทนของข้าพเจ้ามายังรัฐบาลของ ฯพณฯท่าน คือ
ออกญา อุดร มนตรีปันยุง ซึ่งจะได้ทำหน้าที่เป็นผู้แทนแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอานาจบริบูรณ์สูงสุดของสหประชาชาติ
ถึงความปรารถนาของประชาชนชาวเขมรว่าต้องการเห็นเอกราชของชาติของกัมพูชาได้รับการประกัน.”
คณะผู้แทนของนายซัน ง็อก ทันห์ ซึ่งนำโดยออกญา อุดรมนตรี ปันยุง
ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นในกรุงเทพฯ แต่พวกผู้นำไทยไม่อยู่ในฐานะที่จะช่วยซัน
ง็อก ทันห์ได้หลักประกันความเป็นเอกราชแห่งชาติจากสหประชาชาติได้
แต่อย่างไรก็ดี รัฐบาลไทยลงนามในข้อตกลงกับคณะผู้แทนของกัมพูชาที่จะขายอายุธยุทโธปกรณ์ให้แก่กัมพูชาเพื่อใช้ต่อต้านการกลับคืนสู่กัมพูชาของทหารชาวฝรั่งเศส
เมื่อทหารฝรั่งเศศเข้ามายังกัมพูชาแล้ว
ความสัมพันธ์ในทางค้าขายอาวุธระหว่างไทยกับกัมพูชาก็ยังดำเนินต่อไป
และชาวเขมรอิสระก็ได้ใช้อาวุธที่ซื้อจากไทยนำไปโจมตรีทหารฝรั่งเศส
ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1946 ขบวนการเขมรอิสระของปก คุณมีพละกำลังความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น
เมื่อมีกลุ่มของนายซัน ง็อก ทันห์ซึ่งนำโดยนายปันยุงเข้ามาร่วมด้วย นายปันยุงต่อมาจึงเป็นประธานของขบวนการเขมรอิสระ
ซึ่งเป็นเสมือนหนึ่งรัฐบาลเฉพาะกาลของกัมพูชาอิสระ
พอถึงต้นปี ค.ศ. 1946 กองบัญชาการของขบวนการเขมรอิสระได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านของแม่ยายของนายปก
คุณ ที่จังหวัดพระตะบอง ทั้งนี้โดยนายปก
คุณได้ทำหน้าที่เป็นผู้แทนของขบวนการเขมรอิสระอยู่ในกรุงเทพฯ
ขบวนการเขมรอิสระได้รับการรับรองอย่างกึ่งทางการโดยเจ้าหน้าที่ไทยในดินแดนที่ไทยจะต้องคืนให้แก่ฝรั่งเศส
ซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยเหล่านี้จะอนุญาตให้ขบวนการเขมรอิสระทำหน้าที่ต่อต้านฝรั่งเศสและฝ่ายไทยจะลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์มอบให้แก่เขมรอิสระก็ต่อเมื่อทหารฝรั่งเศสเข้ามายังดินแดนที่ไทยจะต้องส่งคืนแก่ฝรั่งเศสแล้วเท่านั้น
นอกจากจะได้รับอาวุธยุทโธปกรณ์จากทางรัฐบาลไทยอย่างฟรีๆแล้ว
ขบวนการเขมรอิสระก็ยังได้ซื้อเพิ่มเติมจากตัวแทนเอกชนขายอาวุธในกรุงเทพฯอีกด้วย
ยกตัวอย่างเช่น ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1946
พวกเขมรอิสระได้ส่งตัวแทนมาซื้ออาวุธด้วยจำนวนเงิน 20.000 บาท สำหรับพวกคนไทยที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมากในครั้งนั้นก็คือพวกสมาชิกของขบวนการเสรีไทยที่กักตุนอาวุธเหล่านี้ไว้ในระหว่างสงครามแล้วนำออกขายหลังสงครามในราคาที่สูงมาก
อาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านี้จึงได้ผ่านไปถึงมือของพวกทหารเขมรอิสระ ทหารเวียดมินห์และทหารลาวอิสระ ด้วยประการฉะนี้
ที่จังหวัดพระตะบอง เขมรอิสระโดยความร่วมมือกับเวียดมินห์และลาวอิสระ
ได้โฆษณาชวนเชื่อต่อต้านฝรั่งเศสว่า ฝรั่งเศสอ่อนแอแล้ว ส่วนกัมพูชาเป็นประเทศที่แต่จะเข้มแข็งในอินโดจีนและยังเป็นประเทศเอกราชอีกด้วย
การมีกลุ่มเขมรอิสระในกัมพูชาถือได้ว่าเป็นผลประโยชน์ที่สำคัญยิ่งของฝ่ายประเทศไทย
เพราะฝ่ายไทยต้องการจะจัดฉากสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นตามพรมแดนในตอนที่ฝรั่งเศสกลับเข้ามาในดินแดนที่ไทยจะต้องคืนให้แก่ฝรั่งเศส
เพื่อแสดงแก่สหประชาชาติและมติมหาชนโลกว่า ดินแดนที่จะคืนให้แก่ฝรั่งเศสฯที่อยู่ภายใต้การปกครองของไทยเท่านั้นจึงจะมีความสงบเรียบร้อยยิ่งไปกว่านั้นแล้ว
กองกำลังเขมรอิสระติดอาวุธเหล่านั้น ซึ่งมีกำลังพลจำนวนมากึง 10,000
นาย ยังสามารถทำหน้าที่เป็นกองกำลังส่วนหน้าสามารถข้ามพรมแดนเข้าไปยันอยู่ในกัมพูชาก่อนที่กองกำลังของฝรั่งเศสจะเข้าสู่ดินแดนที่ไทยจะต้องคืนให้แก่ฝรั่งเศส
เมื่อตอนที่ประเทศไทยยอมคืนดินแดนให้แก่ฝรั่งเศสเมื่อเดือนพฤศจิกายน
ค.ศ. 1946 ไปแล้ว แต่ผู้นำไทยก็ยังไม่เลิกให้ความช่วยเหลือแก่ขบวนการเขมรอิสระ
ทางผู้นำไทยตระหนักคุณค่าของการมีอยู่ในประเทศไทยของชาวเขมรอิสระ
เนื่องจากทางประเทศไทยยังไม่ได้ให้การรับรองคำแนะนำของคณะกรรมประนอมฝรั่งเศส-ไทยเมื่อวันที่
27 มิถุนายน ค.ศ. 1947
ทางผู้นำไทยจึงได้เชิญให้รัฐบาลเฉพาะกาลของกัมพูชาอิสระไปตั้งอยู่ในกรุงเทพฯและยินยอมให้ตั้งคณะกรรมการเพื่อประสานงานกิจกรรมต่างๆที่กรุงเทพฯได้
ต่อมาขบวนการเขมรอิสระได้เปลี่ยนผู้นำเป็นผู้นำกลุ่มใหม่โดยมีนายของนายฮุล
อานุภาพ เป็นนายกรัฐมนตรี
ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1947 กลุ่มของนายฮุลได้รับการรับรองจากประเทศไทยให้เป็น”รัฐบาลกัมพูชาเสรี(Free
Cambodian Government) พวกเขมรอิสระจึงสามารถซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ รณรงค์ขอรับเงินบริจาค และแม้กระทั่งตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ในกรุงเทพฯ.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น