วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ประเทศไทยกับขบวนการเขมรอิสระหลังสงครามโลกครั้งที่สอง



ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับขบวนการเขมรอิสระ มีมาตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดสงครามแปซิฟิกเสียอีก โดยครั้งนั้นประเทศไทยภายใต้การปกครองของรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงครามได้ใช้ขบวนการเรียกร้องเอกราชกัมพูชา(Cambodian Independence Movement)มาเป็นประโยชน์แก่ขบวนการสร้างความยิ่งใหญ่แก่ไทย(Greater Thai Movement) 

ในปี ค.ศ. 1940 ก่อนที่จะเกิดสงครามช่วงสั้นระหว่างฝรั่งเศสกับไทยนั้น ปก พอลคุณ(หรือ ปก คุณ หรือ พระพิเศษพานิช หรือ วิบูล ปกมนตรี) ข้าราชการเกษียณอายุชาวกัมพูชา ได้เดินทางมาที่กรุงเทพฯและได้ก่อตั้งขบวนการ เขมรอิสระ หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Free Cambodian League โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้เอกราชของกัมพูชากลับคืนมา

บรรดาสมาชิกของขบวนการเขมรอิสระได้มาจากชนกลุ่มน้อยเชื้อสายกัมพูชาที่อยู่ตามจังหวัดต่างๆของประเทศไทยและชาวกัมพูชาที่หลบหนีจากกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทยก่อนที่จะเกิดสงครามระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1940

ฝ่ายทหารของขบวนการเขมรอิสระถูกฝึกและจัดตั้งเช่นเดียวกับทางฝ่ายเวียดนามและฝ่ายลาวให้เป็นกองพันชาวต่างชาติสังกัดอยู่กับกองทัพไทยที่ถูกส่งเข้าไปยึดครองดินแดนกัมพูชาในระหว่างสงครามไทย-ฝรั่งเศส

หลังสงครามแปซิฟิก แม้ว่านักชาตินิยมชาวกัมพูชาจะไม่ชอบขี้หน้าชาวไทยมากนัก เนื่องจากชาวไทยชอบรุกรานกัมพูชาและชอบผนวกดินแดนของกัมพูชาเอามาเป็นของตนเป็นจำนวนมากมาย แต่พวกเขาก็ได้หันมาหาผู้นำของไทยเพื่อขอความช่วยเหลืออีกจนได้

ก่อนที่นายซัน ง็อก ทันห์ นายกรัฐมนตรีภายใต้การควบคุมของประเทศญี่ปุ่นจะถูกจับโดยทหารอังกฤษเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1945 นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็ได้รับหนังสือจากนายซัน ง็อก ทันห์ลงวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ.1945 

เนื้อความของหนังสือฉบับนี้มีความว่าชาวเขมรเห็นพร้องอย่างเต็มที่กับแนวความคิดที่แสดงออกโดยสหประชาชาติ ในที่ประชุมซานฟรานซิสโกและมีความปรารถนาที่จะให้ความร่วมมืออย่างจริงใจกับสหประชาชาติ 

หนังสือฉบับดังกล่าวมีความต่อไปว่า คำประกาศสันติภาพของผู้สำเร็จราชการฯปรีดีฯ(ลงวันที่ 16  กรกฎาคม ค.ศ. 1945) สอดคล้องกับความรู้สึกของประชาชนชาวเขมรซึ่งตั้งความหวังว่า ผู้สำเร็จราชการฯจะได้ช่วยถ่ายทอดไปถึงสหประชาชาติถึงความปรารถนาของชาวเขมรว่าเอกราชของกัมพูชาจะได้รับการประกัน 

ในหนังสือฉบับเดียวกันนี่อีกเช่นกัน นายซัน ง็อก ทันห์ ในความพยายามที่จะใช้ไทยเป็นสะพานเชื่อมโยงติดต่อกับสหประชาชาติ ได้เขียนว่า:

“.---ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจในความผูกพันที่มีมาแต่ครั้งโบราณกาลของมิตรไมตรีอันแนบแน่นที่มีอยู่ระหว่างประเทศทั้ง 2 ของเรา ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้ส่งผู้แทนของข้าพเจ้ามายังรัฐบาลของ ฯพณฯท่าน คือ ออกญา อุดร มนตรีปันยุง ซึ่งจะได้ทำหน้าที่เป็นผู้แทนแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอานาจบริบูรณ์สูงสุดของสหประชาชาติ ถึงความปรารถนาของประชาชนชาวเขมรว่าต้องการเห็นเอกราชของชาติของกัมพูชาได้รับการประกัน.”

คณะผู้แทนของนายซัน ง็อก ทันห์ ซึ่งนำโดยออกญา อุดรมนตรี ปันยุง ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นในกรุงเทพฯ แต่พวกผู้นำไทยไม่อยู่ในฐานะที่จะช่วยซัน ง็อก ทันห์ได้หลักประกันความเป็นเอกราชแห่งชาติจากสหประชาชาติได้ 

แต่อย่างไรก็ดี รัฐบาลไทยลงนามในข้อตกลงกับคณะผู้แทนของกัมพูชาที่จะขายอายุธยุทโธปกรณ์ให้แก่กัมพูชาเพื่อใช้ต่อต้านการกลับคืนสู่กัมพูชาของทหารชาวฝรั่งเศส 

เมื่อทหารฝรั่งเศศเข้ามายังกัมพูชาแล้ว ความสัมพันธ์ในทางค้าขายอาวุธระหว่างไทยกับกัมพูชาก็ยังดำเนินต่อไป และชาวเขมรอิสระก็ได้ใช้อาวุธที่ซื้อจากไทยนำไปโจมตรีทหารฝรั่งเศส

ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1946 ขบวนการเขมรอิสระของปก คุณมีพละกำลังความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีกลุ่มของนายซัน ง็อก ทันห์ซึ่งนำโดยนายปันยุงเข้ามาร่วมด้วย นายปันยุงต่อมาจึงเป็นประธานของขบวนการเขมรอิสระ ซึ่งเป็นเสมือนหนึ่งรัฐบาลเฉพาะกาลของกัมพูชาอิสระ 

พอถึงต้นปี ค.ศ. 1946 กองบัญชาการของขบวนการเขมรอิสระได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านของแม่ยายของนายปก คุณ ที่จังหวัดพระตะบอง ทั้งนี้โดยนายปก คุณได้ทำหน้าที่เป็นผู้แทนของขบวนการเขมรอิสระอยู่ในกรุงเทพฯ 

ขบวนการเขมรอิสระได้รับการรับรองอย่างกึ่งทางการโดยเจ้าหน้าที่ไทยในดินแดนที่ไทยจะต้องคืนให้แก่ฝรั่งเศส ซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยเหล่านี้จะอนุญาตให้ขบวนการเขมรอิสระทำหน้าที่ต่อต้านฝรั่งเศสและฝ่ายไทยจะลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์มอบให้แก่เขมรอิสระก็ต่อเมื่อทหารฝรั่งเศสเข้ามายังดินแดนที่ไทยจะต้องส่งคืนแก่ฝรั่งเศสแล้วเท่านั้น

นอกจากจะได้รับอาวุธยุทโธปกรณ์จากทางรัฐบาลไทยอย่างฟรีๆแล้ว ขบวนการเขมรอิสระก็ยังได้ซื้อเพิ่มเติมจากตัวแทนเอกชนขายอาวุธในกรุงเทพฯอีกด้วย 

ยกตัวอย่างเช่น ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1946 พวกเขมรอิสระได้ส่งตัวแทนมาซื้ออาวุธด้วยจำนวนเงิน 20.000 บาท สำหรับพวกคนไทยที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมากในครั้งนั้นก็คือพวกสมาชิกของขบวนการเสรีไทยที่กักตุนอาวุธเหล่านี้ไว้ในระหว่างสงครามแล้วนำออกขายหลังสงครามในราคาที่สูงมาก 

อาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านี้จึงได้ผ่านไปถึงมือของพวกทหารเขมรอิสระ ทหารเวียดมินห์และทหารลาวอิสระ ด้วยประการฉะนี้

ที่จังหวัดพระตะบอง เขมรอิสระโดยความร่วมมือกับเวียดมินห์และลาวอิสระ ได้โฆษณาชวนเชื่อต่อต้านฝรั่งเศสว่า ฝรั่งเศสอ่อนแอแล้ว ส่วนกัมพูชาเป็นประเทศที่แต่จะเข้มแข็งในอินโดจีนและยังเป็นประเทศเอกราชอีกด้วย

การมีกลุ่มเขมรอิสระในกัมพูชาถือได้ว่าเป็นผลประโยชน์ที่สำคัญยิ่งของฝ่ายประเทศไทย  เพราะฝ่ายไทยต้องการจะจัดฉากสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นตามพรมแดนในตอนที่ฝรั่งเศสกลับเข้ามาในดินแดนที่ไทยจะต้องคืนให้แก่ฝรั่งเศส เพื่อแสดงแก่สหประชาชาติและมติมหาชนโลกว่า ดินแดนที่จะคืนให้แก่ฝรั่งเศสฯที่อยู่ภายใต้การปกครองของไทยเท่านั้นจึงจะมีความสงบเรียบร้อยยิ่งไปกว่านั้นแล้ว 

กองกำลังเขมรอิสระติดอาวุธเหล่านั้น ซึ่งมีกำลังพลจำนวนมากึง 10,000 นาย ยังสามารถทำหน้าที่เป็นกองกำลังส่วนหน้าสามารถข้ามพรมแดนเข้าไปยันอยู่ในกัมพูชาก่อนที่กองกำลังของฝรั่งเศสจะเข้าสู่ดินแดนที่ไทยจะต้องคืนให้แก่ฝรั่งเศส
เมื่อตอนที่ประเทศไทยยอมคืนดินแดนให้แก่ฝรั่งเศสเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1946 ไปแล้ว แต่ผู้นำไทยก็ยังไม่เลิกให้ความช่วยเหลือแก่ขบวนการเขมรอิสระ

ทางผู้นำไทยตระหนักคุณค่าของการมีอยู่ในประเทศไทยของชาวเขมรอิสระ เนื่องจากทางประเทศไทยยังไม่ได้ให้การรับรองคำแนะนำของคณะกรรมประนอมฝรั่งเศส-ไทยเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 1947 

ทางผู้นำไทยจึงได้เชิญให้รัฐบาลเฉพาะกาลของกัมพูชาอิสระไปตั้งอยู่ในกรุงเทพฯและยินยอมให้ตั้งคณะกรรมการเพื่อประสานงานกิจกรรมต่างๆที่กรุงเทพฯได้ 

ต่อมาขบวนการเขมรอิสระได้เปลี่ยนผู้นำเป็นผู้นำกลุ่มใหม่โดยมีนายของนายฮุล อานุภาพ เป็นนายกรัฐมนตรี

ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1947 กลุ่มของนายฮุลได้รับการรับรองจากประเทศไทยให้เป็น”รัฐบาลกัมพูชาเสรี(Free Cambodian Government) พวกเขมรอิสระจึงสามารถซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ รณรงค์ขอรับเงินบริจาค และแม้กระทั่งตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ในกรุงเทพฯ.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น