วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ประเทศไทยกับลัทธิชาตินิยมทางเศรษฐกิจก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง



 
ในประเทศไทยในช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลของพันเอกฯแปลก พิบูลสงคราม(หรือหลวงพิบูลสงคราม) ได้ก่อเพาะลัทธิชาตินิยมต่างๆขึ้นมาหลายลัทธิ

ในทางเศรษฐกิจนั้นลัทธิชาตินิยมได้ยึดหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง การโอนกิจการของเอกชนมาเป็นของรัฐ และการปกป้องสินค้าของไทย ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายเพื่อต่อต้านชาวจีนที่อยู่ในประเทศไทย

รัฐบาลของพันเอกแปลกฯได้สนับสนุนให้คนไทยเข้าแทนที่คนจีนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ คำขวัญของพันเอกแปลกฯมีว่า ประเทศไทยเพื่อคนไทยทั้งทางด้านเศรษฐกิจและทางด้านการเมือง 

รัฐบาลของพันเอกแปลกฯได้ชักชวนให้คนไทยผลิตสินค้าเพื่อตนเองและให้ลดการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศทั้งนี้เพื่อจะได้ไม่ต้องพึ่งพาสินค้าจากต่างประเทศ

รัฐบาลของพันเอกแปลกฯได้ออกกฎหมายให้คนไทยทำการเกษตรในทุกครัวเรือนทั้งนอกกรุงเทพฯและตามศูนย์กลางในเมืองต่างๆ

 ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1939 รัฐบาลของพันเอกแปลกฯได้ผ่านร่างกฎหมายว่าด้วยการเงินเพื่อลดภาระทางการเงินของเกษตรกรเพื่อให้มีอิสระจากการพึ่งพานักปล่อยเงินกู้ชาวจีน

รัฐบาลของพันเอกแปลกฯได้มีการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นสำหรับคนในชนชั้นพ่อค้าซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นพวกคนจีนและบรรดาบริษัทของคนยุโป  และตามมาด้วยการออกระเบียบปฏิบัติที่เข้มงวดเพื่อตรวจตราการเดินทางเข้าประเทศของคนจีนและการสงวนไว้ซึ่งอาชีพต่างๆสำหรับคนไทยซึ่งแต่เดิมคนจีนได้ผูกขาดเอาไว้

ได้เกิดความหวาดระแวงในหมู่ของคนไทยว่า ที่ชาวนาไทยมีหนี้สินรุงรัง  ชื่อเสียงข้าวไทยไม่ดีในต่างประเทศ และการขาดความรู้ความสามารถในการค้าขายของคนไทยก็สืบเนื่องมาจากชาวจีนนี่เอง

นอกจากนั้นแล้วก็มีเสียงโอดครวญในหมู่ของคนไทยว่าคนจีนสูบเลือดสูบเนื้อไปจากคนไทย และมีการกล่าวหาว่าการที่คนจีนส่งเงินกลับประเทศจีนทำให้ส่งผลร้ายแก่การเงินการคลังของประเทศไทย 

รัฐบาลของพันเอกฯแปลกได้กระทำต่อคนจีนในประเทศไทยจนถึงขั้นปิดโรงเรียนสอนภาษาจีนนับร้อยโรง  ทำการปราบปรามหนังสือพิมพ์จีน  เนรเทศคนจีนที่ติดฝิ่นออกนอกประเทศ และแม้กระทั่งจับกุมบรรดาผู้นำของชุมชนชาวจีน

รัฐบาลของพันเอกแปลกฯได้ให้เหตุในการใช้มาตรการต่างๆกับชาวจีนนั้นว่า เป้าหายของรัฐบาลไม่ใช่เพื่อต้อต้านชาวจีนแต่ย่างใด แต่ที่นำมาตรการต่างๆมาใช้นี้ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาวจีนที่อยู่อย่างสงบและมีความชื่อสัตย์ในดินแดนแห่งเสรีภาพนี้

รัฐบาลจะไม่ผ่อนปรนมาตรการตราบเท่าที่ยังคนจีนทำผิดกฎหมายกันอยู่ และสาเหตุใหญ่ของความเข้าใจผิดกันนี้ได้รับการแก้ไขและจนกระทั่งคนจีนที่ซื่อสัตย์และเคารพกฎหมายสามารถอยู่กันอย่างสงบและปราศจากภัยคุกคามใดๆ

แต่จากการศึกษาในเบื้องลึกพบว่า การที่รัฐบาลของพันเอกแปลกฯนำมาตรฐานที่เข้มงวดมาใช้กับจีน นั้นมีความโยงกับปฏิบัติการของชาวญี่ปุ่นในประเทศจีน

 กล่าวคือ สิ่งที่คนไทยเรียกว่าสมาคมลับของชาวจีนนั้นความจริงแล้วก็คือขบวนการทางการเมืองที่ชาวจีนตั้งขึ้นมาเพื่อเก็บเงินในหมู่ของชาวจีนแล้วส่งไปช่วยประเทศจีนทำสงครามกับทหารญี่ปุ่น

ความพยายามของขบวนการใต้ดินของชาวจีนเหล่านี้ได้มีความเข้มขึ้นมามากขึ้นๆภายหลังจากที่เกิดสงครามระหว่างประเทศจีนกับประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1937

ดังนั้นจึงเป็นความต้องการของฝ่ายผู้กำหนดนโยบายของไทยโยการนำของพันเอกแปลกฯที่จะไม่ยอมให้องค์การต่างๆของชาวจีนได้มีอยู่ตามกฎหมายในประเทศไทยและเพื่อไม่ยอมให้ชาวจีนเก็บเงินส่งไปให้รัฐบาลจีนทำสงครามกับทหารญี่ปุ่น

บริษัททางการค้าของจีนหลายแห่งไม่ยอมจัดการเกี่ยวกับสินค้าญี่ปุ่นและสินค้าไทยซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทย-ญี่ปุ่นได้รับความเสียหาย 

ผู้กำหนดนโยบายของไทยมีความต้องการจะรักษามิตรไมตรีกับประเทศญี่ปุ่น จึงไม่ต้องการให้ความรู้สึกต่อต้านญี่ปุ่นมีอยู่ในสมาคมลับและองค์การทางการเมืองต่างๆของชาวจีน

 และเพื่อแก้ไขในปัญหานี้ ทางรัฐบาลของพันเอกแปลกฯได้จัดตั้งบริษัทข้าวไทยขึ้นมาอันจะเป็นหนทางป้องกันไม่ให้ชาวจีนบอยคอตการขายข้าวไทยให้แก่ประเทศญี่ปุ่น 

นอกจากนั้นแล้วทางรัฐบาลของพันเอกแปลกฯก็ยังได้เสนอร่างพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิงในปี ค.ศ. 1939 ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำจัดบริษัทน้ำมันของชาติตะวันตกและให้ชาวญี่ปุ่นได้ผูกขาดการส่งน้ำมันให้แก่ประเทศไทย

จากมาตรการต่างๆที่ทางรัฐบาลของพันเอกแปลกฯนำมาใช้เหล่านี้ได้ยิ่งสร้างความหวาดระแวงขึ้นในหมู่ขาวฝรั่งเศสและชาวอังกฤษว่ารัฐบาลของพันเอกแปลกฯกำลังร่วมมือกับญี่ปุ่นสร้างความอ่อนแอให้แก่สถานะของฝรั่งเศสในอินโดจีนและสถานะของประเทศสหรราชอาณาจักรในมลายาและในพม่า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น