ในประเทศไทยในช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลของพันเอกฯแปลก
พิบูลสงคราม(หรือหลวงพิบูลสงคราม) ได้ก่อเพาะลัทธิชาตินิยมต่างๆขึ้นมาหลายลัทธิ
ในทางเศรษฐกิจนั้นลัทธิชาตินิยมได้ยึดหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง
การโอนกิจการของเอกชนมาเป็นของรัฐ และการปกป้องสินค้าของไทย ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายเพื่อต่อต้านชาวจีนที่อยู่ในประเทศไทย
รัฐบาลของพันเอกแปลกฯได้สนับสนุนให้คนไทยเข้าแทนที่คนจีนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
คำขวัญของพันเอกแปลกฯมีว่า ประเทศไทยเพื่อคนไทยทั้งทางด้านเศรษฐกิจและทางด้านการเมือง
รัฐบาลของพันเอกแปลกฯได้ชักชวนให้คนไทยผลิตสินค้าเพื่อตนเองและให้ลดการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศทั้งนี้เพื่อจะได้ไม่ต้องพึ่งพาสินค้าจากต่างประเทศ
รัฐบาลของพันเอกแปลกฯได้ออกกฎหมายให้คนไทยทำการเกษตรในทุกครัวเรือนทั้งนอกกรุงเทพฯและตามศูนย์กลางในเมืองต่างๆ
ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1939
รัฐบาลของพันเอกแปลกฯได้ผ่านร่างกฎหมายว่าด้วยการเงินเพื่อลดภาระทางการเงินของเกษตรกรเพื่อให้มีอิสระจากการพึ่งพานักปล่อยเงินกู้ชาวจีน
รัฐบาลของพันเอกแปลกฯได้มีการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นสำหรับคนในชนชั้นพ่อค้าซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นพวกคนจีนและบรรดาบริษัทของคนยุโป
และตามมาด้วยการออกระเบียบปฏิบัติที่เข้มงวดเพื่อตรวจตราการเดินทางเข้าประเทศของคนจีนและการสงวนไว้ซึ่งอาชีพต่างๆสำหรับคนไทยซึ่งแต่เดิมคนจีนได้ผูกขาดเอาไว้
ได้เกิดความหวาดระแวงในหมู่ของคนไทยว่า ที่ชาวนาไทยมีหนี้สินรุงรัง ชื่อเสียงข้าวไทยไม่ดีในต่างประเทศ
และการขาดความรู้ความสามารถในการค้าขายของคนไทยก็สืบเนื่องมาจากชาวจีนนี่เอง
นอกจากนั้นแล้วก็มีเสียงโอดครวญในหมู่ของคนไทยว่าคนจีนสูบเลือดสูบเนื้อไปจากคนไทย
และมีการกล่าวหาว่าการที่คนจีนส่งเงินกลับประเทศจีนทำให้ส่งผลร้ายแก่การเงินการคลังของประเทศไทย
รัฐบาลของพันเอกฯแปลกได้กระทำต่อคนจีนในประเทศไทยจนถึงขั้นปิดโรงเรียนสอนภาษาจีนนับร้อยโรง
ทำการปราบปรามหนังสือพิมพ์จีน เนรเทศคนจีนที่ติดฝิ่นออกนอกประเทศ และแม้กระทั่งจับกุมบรรดาผู้นำของชุมชนชาวจีน
รัฐบาลของพันเอกแปลกฯได้ให้เหตุในการใช้มาตรการต่างๆกับชาวจีนนั้นว่า เป้าหายของรัฐบาลไม่ใช่เพื่อต้อต้านชาวจีนแต่ย่างใด
แต่ที่นำมาตรการต่างๆมาใช้นี้ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาวจีนที่อยู่อย่างสงบและมีความชื่อสัตย์ในดินแดนแห่งเสรีภาพนี้
รัฐบาลจะไม่ผ่อนปรนมาตรการตราบเท่าที่ยังคนจีนทำผิดกฎหมายกันอยู่ และสาเหตุใหญ่ของความเข้าใจผิดกันนี้ได้รับการแก้ไขและจนกระทั่งคนจีนที่ซื่อสัตย์และเคารพกฎหมายสามารถอยู่กันอย่างสงบและปราศจากภัยคุกคามใดๆ
แต่จากการศึกษาในเบื้องลึกพบว่า การที่รัฐบาลของพันเอกแปลกฯนำมาตรฐานที่เข้มงวดมาใช้กับจีน
นั้นมีความโยงกับปฏิบัติการของชาวญี่ปุ่นในประเทศจีน
กล่าวคือ
สิ่งที่คนไทยเรียกว่าสมาคมลับของชาวจีนนั้นความจริงแล้วก็คือขบวนการทางการเมืองที่ชาวจีนตั้งขึ้นมาเพื่อเก็บเงินในหมู่ของชาวจีนแล้วส่งไปช่วยประเทศจีนทำสงครามกับทหารญี่ปุ่น
ความพยายามของขบวนการใต้ดินของชาวจีนเหล่านี้ได้มีความเข้มขึ้นมามากขึ้นๆภายหลังจากที่เกิดสงครามระหว่างประเทศจีนกับประเทศญี่ปุ่นในปี
ค.ศ. 1937
ดังนั้นจึงเป็นความต้องการของฝ่ายผู้กำหนดนโยบายของไทยโยการนำของพันเอกแปลกฯที่จะไม่ยอมให้องค์การต่างๆของชาวจีนได้มีอยู่ตามกฎหมายในประเทศไทยและเพื่อไม่ยอมให้ชาวจีนเก็บเงินส่งไปให้รัฐบาลจีนทำสงครามกับทหารญี่ปุ่น
บริษัททางการค้าของจีนหลายแห่งไม่ยอมจัดการเกี่ยวกับสินค้าญี่ปุ่นและสินค้าไทยซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทย-ญี่ปุ่นได้รับความเสียหาย
ผู้กำหนดนโยบายของไทยมีความต้องการจะรักษามิตรไมตรีกับประเทศญี่ปุ่น
จึงไม่ต้องการให้ความรู้สึกต่อต้านญี่ปุ่นมีอยู่ในสมาคมลับและองค์การทางการเมืองต่างๆของชาวจีน
และเพื่อแก้ไขในปัญหานี้
ทางรัฐบาลของพันเอกแปลกฯได้จัดตั้งบริษัทข้าวไทยขึ้นมาอันจะเป็นหนทางป้องกันไม่ให้ชาวจีนบอยคอตการขายข้าวไทยให้แก่ประเทศญี่ปุ่น
นอกจากนั้นแล้วทางรัฐบาลของพันเอกแปลกฯก็ยังได้เสนอร่างพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิงในปี
ค.ศ. 1939 ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำจัดบริษัทน้ำมันของชาติตะวันตกและให้ชาวญี่ปุ่นได้ผูกขาดการส่งน้ำมันให้แก่ประเทศไทย
จากมาตรการต่างๆที่ทางรัฐบาลของพันเอกแปลกฯนำมาใช้เหล่านี้ได้ยิ่งสร้างความหวาดระแวงขึ้นในหมู่ขาวฝรั่งเศสและชาวอังกฤษว่ารัฐบาลของพันเอกแปลกฯกำลังร่วมมือกับญี่ปุ่นสร้างความอ่อนแอให้แก่สถานะของฝรั่งเศสในอินโดจีนและสถานะของประเทศสหรราชอาณาจักรในมลายาและในพม่า
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น